การบูรณาการปรัชญากรีกกับศาสนาคริสเตียน
 


ดวงเด่?นุเรมรัมย์.


***

 

สาเหตุของการบูรณาการปรัชญากรีกกับศาสนาคริสเตีย?และลักษณะของการบูรณาการประเด็นสำคัญตามทรรศนะของนักบุญออกัสติ?/p>

การบูรณาการปรัชญากรีกกับศาสนาคริสต์เกิดขึ้นในช่วงจริยศาสตร์สมัยกลา?(Medival Ethics) ซึ่งเป็นช่วงที่คริสตศาสนาเริ่มต้นประกาศขึ้?และมีอิทธิพลครอบคลุมดินแดนในแถบยุโรป ในช่วงจริยศาสตร์สมัยกลางนั้นเป็นยุคที่ปรัชญากรีกกำลังเจริญรุ่งเรืองจนเป็นที่ยอมรับ และปรัชญากรีกนี้เองมีอิทธิพล อย่างมาก จึงทำให้ปรัชญากรีกมีอิทธิพลต่อความคิดของชาวกรีกในขณะนั้นด้วย แต่เนื่องจากมีคนไม่ยอมรับในศาสนาคริสต์ จึงเกิดข้อโต้แย้งที่ต่อศาสนาศาสนาคริสต?ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้จึงทำให้นักเทววิทยาคริสเตียนพยายามที่จะบูรณาการปรัชญากรีกเข้ากับศาสนาคริสต์

การบูรณาการโดยการนำเอาวิธีการของปรัชญากรีกมาอธิบายศาสนาคริสต์นั้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าหลักคำสอนของศาสนาคริสต์กับปรัชญากรีกนั้นมิได้มีอะไรขัดแย้งกั?หากแต่ยังสามารถไปด้วยกันได?สำหรับสาเหตุของการบูรณาการปรัชญากรีกเข้ากับศาสนาคริสต์นั้นมีสาเหตุที่สำคัญ 2 ประเด็นดังต่อไปนี้

1. สาเหตุภายนอก (External Cause) จาการที่ศาสนาคริสต์ถูกโต้แย้งจากพวกนอกศาสน?(พวกนักปรัชญาชาวกรีกที่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต? เนื่องจากความรู้ของพวกนักปรัชญากรีกได้กล่าวถึงเฉพาะเนื้อหาทางปรัชญาที่ว่าด้วยเหตุผ?ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาซึ่งเป็นเรื่องของศรัทธาและความเชื่อ ด้วยเหตุนี?จึงทำให้ศาสนาคริสต์ถูกโจมจีเป็นอย่างมากว่าเป็นคำสอนนอกรี?ดังนั้?นักเทววิทยาคริสต์จึงต้องบูรณาการปรัชญากรีกกับศาสนาคริสต์ โดยนำเอาปรัชญากรีกมาอธิบายศาสนาคริสต์เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าความเชื่อหรือคำสอนของศาสนาคริสต์นั้นน่าเชื่อถือ และมิใช่สิ่งที่งมงายหรือพิสูจน์ไม่ได?

2. สาเหตุภายใ?/strong> (Internal Cause) จากการที่นักเทววิทยาคริสต์ซึ่งเป็นนักปราชญ์ซึ่งมีความสามารถของศาสนาคริสต์ปรารถนาที่จะให้เกิดความเข้าใจในทรรศนะที่เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์และโล?/strong> ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้นับเป็นประเด็นที่นักปรัชญากรีกให้ความสำคัญ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้นักเทววิทยาคริสต์จึงบูรณาการปรัชญากรีกเข้ากับศาสนาคริสต?โดยนำประเด็นเกี่ยวกับโลกและชีวิตมนุษย์มาอธิบายด้วยหลักความเชื่อและหลักความศรัทธาของศาสนาคริสต์ เพราะต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่าเรื่องที่นักปรัชญากรีกโต้แย้งกั?คือประเด็นเรื่องชีวิตมนุษย์และโลกนั้นสามารถอธิบายได้ด้วยหลักความเชื่อของศาสนาคริสต์เช่นเดียวกั?/p>

 

ประเด็นการบูรณาการที่สำคัญตามทรรศนะของนักบุญออกัสติน

นักบุญออกัสติน (St.Augustine) เป็นนักเทววิทยาคนสำคัญของศาสนาคริสต์ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการบูรณาการปรัชญากรีกเข้ากับศาสนาคริสต?สำหรับความคิ?คำสอ?รวมทั้งระบบความคิดทั้งหมดของท่านนั้นทางปรัชญาเรียกว่?AUGUSTINIANISM ซึ่งมีความเด่นชัดมากในยุคของปรัชญาสมัยกลาง (Middle Age) เพราะนักบุญออกัสตินเป็รผู้ที่เฉลียวฉลาดในการนำทรรศนะแบบเทววิทยาคริสต์กับปรัชญากรีกมาบูรณาการกันได้อย่างผสมกลมกลื?อย่างไรก็ดีนักบุญออกัสตินมีความเห็นว่าปรัชญาไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาคริสต์แต่อย่างใด หากแต่ปรัชญาสามารถนำมาอธิบายคำสอนของศาสนาคริสต์ได้อย่างชัดเจ?

นักบุญออกัสตินได้แสดงจุดมุ่งหมายของปรัชญาว่า วิชาทั้งหลายที่เกิดจากความรู้คือสติปัญญาของมนุษย?ล้วนเป็นเครื่องมือเพื่อความเข้าใจความหมายทางปรัชญา เพราะจุดหมายของปรัชญาคือการแก้ไขข้อข้องใจหรือปัญหาของชีวิต ดังนั้นการตอบปัญหาได้คือความสุขของมนุษย์ และคริสตศาสนาก็มีประโยชน์เป็นเครื่องแนะแนวทางและการบรรลุปรัชญา เพราะความเชื่อเป็นเรื่องของศาสนา ความเข้าใจเป็นเรื่องของปรัชญ?ดังนั้นความเชื่อและความเข้าใจจึงต้องไปด้วยกั?

ทรรศนะของนักบุญออกัสตินที่แสดงถึงลักษณะแนวความคิดที่นำจริยศาสตร์คริสต์กับจริยศาสตร์กรีกมาบูรณาการเข้าด้วยกันมี 2 ลักษณะคื?

1. สืบเนื่องมาจากจริยศาสตร์ของกรีกที่โต้แย้งกันเรื่อง"ความสุ?quot;(Eudaemonia) กล่าวคือเป็นการโต้แย้งกันว่า ชีวิตที่ดีคือชีวิตแบบใ?, ความสุขที่แท้จริงของมนุษย์นั้นคืออะไ?ซึ่งการที่นักจริยศาสตร์กรีกโต้แย้งกันเรื่องนี้เพราะนักจริยศาสตร์กรีกมีความเชื่อว่า ความสุขเป็นเป้าหมายของการกระทำของมนุษย?ดังนั้?ทรรศนะส่วนหนึ่งของนักบุญออกัสตินจึงเน้นที่เรื่อง"ความสุ?quot;เช่นเดียวกับจริยศาสตร์กรีก แล้วนักบุญออกัสตินได้เชื่องโยง"ความสุ?quot;ไปหา"พระเจ้?quot;

2. จริยศาสตร์ของศาสนาคริสต์ที่กล่าวถึงเรื่องความรักของชาวคริสต์ (AGAPE) ดังที่อธิบายด้วยหลักบัญญัติข้อใหญ่ (The Grate Commandment) นั่นคื?quot;You shall Love The Lord Your God with all your heart, and with all your soul, and with all you strength and with all your mind; and your neighbor as yourself."(Luke 10 : 27)

กล่าวได้ว่?ทรรศนะทางจริยศาสตร์ของนักบุญออกัสตินส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลมาจากจริยศาสตร์ของกรีก ซึ่งพูดถึงเรื่อง"ความสุ?quot;(Eudaemonia) และอีกส่วนหนึ่งเป็นตริยศาสตร์ของคริสต์ที่กล่าวถึ?quot;ความรั?quot;(AGAPE) ของชาวคริสต์

สำหรับประเด็นที่นักบุญออกัสตินได้นำมาบูรณาการจริยศาสตร์กรีกเข้ากับจริยศาสตร์คริสต์ เพราะมีคำถามจากพวกนอกศาสนาที่ได้โจมตีศาสนาคริสต์ ซึ่งคำถามที่เกิดขึ้นนั้นคื?

  • เมื่อพระเจ้าทรงเป็นความดีแล้วความชั่วเกิดขึ้นได้อย่างไ?(Why there should be so much moral evil among people if there is good God ?)
  • เป็นไปได้อย่างไรที่ความชั่วนั้นจะเกิดจากสิ่งทรงสร้างซึ่งมาจากพระเจ้า ซึ่งทรงเป็นความสมบูรณ์และเป็นความด?(It is possible for evil to arise out of a world that a perfectly good God had created ?)

ทั้งสองประเด็นดังกล่าวนี้คือประเด็นที่คนนอกศาสนาคริสต์ได้โต้แย้ง ซึ่งนักบุญออกัสตินได้ตอบข้อโต้แย้งทั้ง 2 ประเด็นนี้ โดยการนำแนวความคิดของเพลโต?(Platonic), เพลโต้ใหม่ (Neo-Platonic), สำนักสโตอิ?(Stoicism) เข้ามาใช้ในการบูรณาการศาสนาคริสต?

 

แนวความคิดที่สำคัญของนักบุญออกัสตินได้บูรณาการปรัชญากรีกเข้ากับหลักคำสอนของศาสนาคริส?/span>?คื?

  • พระเจ้าและความสุ?(HAPPINESS AND GOD)
  • เสรีภาพและเงื่อนไข (FREEDOM AND OBLIGATION)
  • พระหรรษทาน (NEED OF GOD)
  • ความชั่ว (EVIL)
  • อาณาจักรสองแห่?(THE TWO CITY)

1. พระเจ้าและความสุ?(HAPPINESS AND GOD)

นักบุญออกัสตินเริ่มต้นอธิบายจากธรรมชาติของมนุษย์ว่?มนุษย์เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างมาพร้อมกับเจตจำนงเสร?(WILL) และธรรมชาติของมนุษย์นั้นต้องการแสวงหาพระเจ้า ดังจะเห็นได้ว่าทรรศนะนี้เป็นแบบเทววิทยาของคริสเตีย?และจากทรรศนะดังกล่าวนี้นักบุญออกัสตินได้อธิบายว่าเหตุใดมนุษ์จึงต้องแสวงหาพระเจ้า กล่าวคือ นักบุญออกัสตินได้อธิบายว่า พระเจ้าทรงเป็นความดีงามสูงสุดของมนุษย์ ดังนั้นการแสวงหาความดีสูงสุดจึงเป็นการมีชีวิตที่ดี

จากคำอธิบายดังกล่าวในข้างต้นนี?นักบุญออกัสตินได้แสดงในรูปของการอ้างเหตุผลแบ?นิรนัยของปรัชญากรี?กล่าวคือ

ข้อเสนอหลั?/strong> พระเจ้าทรงเป็นความดีสูงสุดของมนุษย?

ข้อเสนอรอง การแสวงหาความดีงามสูงสุดคือการมีชีวิตที่ดี

ข้อเสนอสรุ?/strong> การมีชีวิตที่ดีงามนั้นก็คื?การรักพระเจ้?/span>

เป็นที่น่าสังเกตว่านักบุญออกัสตินได้ใช้วิธีการอ้างเหตุผลแบบนิรนัยเป็นเครื่องมือในการบูรณาการปรัชญากรีกเข้ากับศาสนาคริสต์ กล่าวคือ นักบุญออกัสติน ได้กล่าวถึ?strong>ข้อเสนอหลั?/strong>ด้วยความเชื่อของคริสต์ที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นความดีสูงสุด และในลำดับต่อมาซึ่งคือข้อเสนอรองนักบุญออกัสตินได้กล่าวถึงเรื่องชีวิตที่ด?เพราะนี่คือประเด็นโต้แย้งที่สำคัญของกรีก โดยที่ทางกรีกจะให้เหตุผลว่าความสุขเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิตมนุษย์ และใ?strong>ข้อเสนอสรุ?/strong>นักบุญออกัสตินได้กล่าวถึ?ความรักแบบชาวคริสต?โดยเชื่อมโยงการมีชีวิตที่ดีไปหาพระเจ้าว่?quot;การมีชีวิตที่ดีงามของมนุษย์นั้นก็คือการรักพระเจ้?quot;นั่นเอ?

นอกจากนี้แล้?นักบุญออกัสตินยังกล่าวย้ำแนวคิดของศาสนาคริสต์ที่ว่?ทุกสิ่งนั้นมาจากพระเจ้?เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง ทั้งนี้เพราะนักบุญออกัสตินไม่เห็นด้วยกับทรรศนะเรื่องปฐมธาตุของจักรวา?(The First Principle of All Thing) ซึ่งเป็นประเด็นการโต้แย้งที่สำคัญของกรีก แต่ในทางตรงกันข้ามนักบุญออกัสตินได้เน้นย้ำว่าในทรรศนะของศาสนาคริสต์แล้วจะไม่โต้แย้งว่าอะไรคือปฐมธาตุของจักรวาล เพราะทุกอย่างล้วนมาจากพระเจ้? อีกทรรศนะหนึ่งที่นักบุญออกัสตินได้นำทรรศนะของกรีกมาบูรณาการเข้ากับศาสนาคริสต?คื?ชีวิตที่ดีหรือชีวิตที่ประเสริฐของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นได้จากตัวเอ?และขึ้นอยู่กับว่าเราจะดำเนินชีวิตแบบใด ซึ่งเราต้องลงมือทำด้วยตัวเองเพื่อให้มีชีวิตที่ดีงา?แต่สำหรับนักบุญออกัสตินแล้?strong>ชีวิตที่ดีงามหรือชีวิตที่ประเสริฐนั้นไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมาสร้างหรือกำหนดให้ แต่ขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์ต้องรู้ว่าควรจะรักอะไ?ไม่ควรรักอะไ?/strong> นี่คือลักษณะการบูรณาการของนักบุญออกัสตินด้วยการนำเอาประเด็นเรื่อ?quot;ชีวิตที่ดี"ของกรีกมากล่าวถึ?แต่เป็นการกล่าวถึงในแบบของศาสนาคริสต์โดยกล่าวถึงเรื่อง"ความรั?quot;แบบคริสเตียน ดังจะเห็นได้ว่าทรรศนะทาง จริยศาสตร์ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่า เจตจำน?และความรักของมนุษย์นั้นปรับเปลี่ยนได้เพราะเป็นสิ่งที่พระเจ้าทางประทานให้มา ดังนั้นเมื่อพิจารณาแล้?จุดสำคัญที่นักบุญออกัสตินได้อธิบายก็คื?เจตจำนงของมนุษย์เป็นสิ่งไม่คงที่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได?และความรักของมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้เช่นเดียวกั?

2. เสรีภาพและเงื่อนไข (FREEDOM AND OBLIGATION)

ตามทรรศนะของนักบุญออกัสตินนั้น เจตจำนงของมนุษย์เป็นอิสร?เพราะเวลาพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์มานั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์พระองค์ก็ได้ทรงให้เจตจำนงซึ่งเป็นอิสระด้ว?แต่เจตจำนงนั้นต้องมีความสำคัญน้อยกว่าเงื่อนไขทางศีลธรร?ดังนั้นจึงเกิดปัญหาขึ้นมาว่า ในเมื่อพระเจ้าทรงให้เจตจำนงเสรีม?แต่ในขณะเดียวกันเจตจำนงเสรีต้องสำคัญน้อยกว่าเงื่อนไขทางศีลธรรม แล้วจะมีอิสระได้อย่างไ?

นักบุญออกัสตินได้อธิบายว่า พื้นฐานที่จำเป็นและสำคัญของเงื่อนไขทางศีลธรรมคือเสรีภา?หมายความว่?พระเจ้าสร้างมนุษย์มาพร้อมเจตจำนง แต่ในขณะเดียวกันเจตจำนงเสรีของมนุษย์นั้นต้องมีความสำคัญน้อยกว่าเงื่อนไขทางศีลธรร?หรือข้อผูกมัดทางศีลธรร?เพราะพื้นฐานของข้อผูกมัดทางศีลธรรมนั้นคือเสรีภาพ หมายความว่?เงื่อนไขทางศีลธรรมหรือข้อผูกมัดทางศีลธรรมมีพื้นฐานอยู่ที่เสรีภาพ นั่นคือเสรีภาพของมนุษย์ที่เลือกจะละทิ้งพระเจ้า หรือเข้าไปหาพระเจ้าผู้ทรงเป็นความดีที่สมบูรณ์ที่มนุษย์แบ่งแยกไม่ได?/p>

ดังนั้?ตามแนวคิดของศาสนาคริสต?เมื่อพระเจ้าทรงเป็นความดีสูงสุดที่แบ่งแยกไม่ได?เป็นความดีที่แท้จริง จึงเป็นเสรีภาพที่มนุษย์จะเลือกละทิ้งพระเจ้าแล้วมาข้องติดอยู่กับโลกมนุษย์ หรือจะเลือกเข้าไปหาพระเจ้า

ประเด็นที่ว่าพื้นฐานที่สำคัญและจำเป็นของเงื่อนไขทางศีลธรรมหรือเสรีภา?นักบุญออกัสติน ได้แสดงให้เห็นว่?การที่คนจะมีศีลธรรมหรือไม่มีศีลธรรมนั้นอยู่ที่การเลือกของตัวมนุษย์เอ?ขึ้นอยู่กับว่าการใช้เจตจำนงของเงื่อนไขที่จำเป็นทางศีลธรรมนั้นอย่างไร ถ้าเราใช้เจตจำนงเสรีไปในทางที่ถูกการกระทำที่ออกมาก็จะเป็นการกระทำที่ถูกต้อ?แต่ถ้าใช้เจตจำนงไปในทางที่ผิดก็ย่อมออกมาเป็นการกระทำที่ผิด ดังนั้?เจตจำนงเสรีจึงมีความสำคัญน้อยกว่าเงื่อนไขทางศีลธรร?แต่ในขณะเดียวกัน เงื่อนไขทางศีลธรรมก็มีข้อยืนยันว่ามนุษย์มีเจตจำนงเสร?มีเสรีภาพที่จะเลือ?/p>

กล่าวได้ว่?พระเจ้าสร้างมนุษย์มาพร้อมกับเจตจำนงเสร?แต่เจตจำนงเสรีของมนุษย์ต้องเป็นรองเงื่อนไขทางศีลธรรม และขณะเดียวกันเงื่อนไขทางศีลธรรมก็เป็นสิ่งยืนยันว่ามนุษย์มีเสรีภาพที่จะเลือกหรือไม่เลือกทำแบบใ?/p>

ด้วยเจตจำน?หรือความประสงค์ของมนุษย์ ก็คือต้องการความสุ?แสวงหาความสุ?ความพึงพอใ?และข้อเท็จจริงแล้ว ความสุขสามารถพบได้ในพระเจ้าเท่านั้?ดังนั้?การที่มนุษย์จะแสวงหาพระเจ้าหรือละทั้งพระเจ้า ย่อมเกิดจากเจตจำนงของตนทั้งสิ้?ในขณะเดียวกั?นักบุญออกัสตินอธิบายว่?ถึงแม้มนุษย์จะมีเจตจำนงเสร?แต่แนวโน้มหรือแนวทางที่มนุษย์จะไปหาพระเจ้านั้นมีอยู่ในใจมนุษย์ทุกคนแล้วโดยพระเจ้?ซึ่งเป็นแนวคิดของคริสเตียนและปรัชญาเพลโต้ด้ว?/p>

นักบุญออกัสตินเชื่อว่าทุกคนมีสำนึก หรือมโนธรรมทางศีลธรร?ดังนั้?มนุษย์จะแยกได้ว่าอะไรถ?อะไรผิ?อะไรดี อะไรชั่ว อะไรคือกฎเกณฑ์ทางศีลธรรม เพราะมนุษย์เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างมาจากพระฉายาของพระเจ้?/p>

การที่มนุษย์จะแสวงหาพระเจ้าหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการใช้เจตจำนงของมนุษย?ตรงนี้แสดงให้เห็นถึงการนำวิธีการทางปรัชญาของเพลโต้มาเป็นเครื่องมืออธิบายศาสนาคริสต์เพื่อให้พวกยอกศาสนาเข้าใจ เพราะคนนอกศาสนาจะนิยมปรัชญากรี?ดังนั้?นักบุญออกัสตินจึงใช้วิธีการของกรีกมาเป็นเครื่องมือในการอธิบา?ซึ่งอภิปรัชญาของเพลโต้ที่มีอิทธิพลต่อความคิดและวิธีการอธิบายของนักบุญออกัสติ?กล่าวคือเพลโต้ได้อธิบายเรื่องความเป็นจริงที่แบ่งเป็น 2 ระดั?คื?/p>

1. โลกของวัตถ?คือทุกอย่างที่ปราก?หรือที่รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสเป็นความจริงระดับหนึ่งแต่ไม่ใช่ความเป็นจริงที่แท?/p>

2. โลกของแบ?หรือโลกของอุดมคต?/p>

ซึ่งโลกของวัตถุหรือโลกของแบบมีความสัมพันธ์กั?เนื่องจากเพลโต้เชื่อว่าทุกอย่างในโลกมนุษย์นั้นจำลองแบบมาจากโลกของแบบ เช่น ความยุติธรรม ในโลกมนุษย์นั้นมีหลากหลา?แต่ความยุติธรรมที่แท้จริงต้องเป็นหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ในโลกของแบ?ดังนั้?พวกนักกฎหมาย อัยการ ต้องก้าวให้พ้นจากตัวบทกฎหมาย เพื่อเข้าให้ถึงความยุติธรรมที่แท้จริงให้ได?/p>

จากแนวคิดของเพลโต้ นักบุญออกัสตินจึงได้พยายามใช้วิธีการของเพลโต้เพื่ออธิบายให้เห็นว่าพระเจ้านั้นเหมือนกับเป็นอีกโลกหนึ่?และมนุษย์นั้นเป็นอีกโลกหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีรอยประทั?หมายความว่?มีอะไรบางอย่างซึ่งจำลองแบบมา หรือเชื่อมโยงกันอยู่ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย?/p>

ดังนั้?เจตจำนงของมนุษย์นั้นเป็นอิสระเสร?แต่ในขณะเดียวกัน เจตจำนงเสรีต้องด้อยกว่าเงื่อนไขทางศีลธรร?และมนุษย์จะต้องรักพระเจ้?ซึ่งเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องรักพระเจ้?/p>

3. พระหรรษทาน (NEED OF GOD)

ในเรื่องพระหรรษทานนี?นักบุญออกัสตินได้เริ่มต้นอธิบายจากความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย?เพราะพระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ขึ้นมา ดังนั้?พระเจ้ากับมนุษย์จึงมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่า?quot;มนุษย์ทุกค?quot;ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมบูรณ?ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนบา?กั?quot;พระเจ้?quot;ซึ่งเป็นสิ่งมีภาวะที่เป็นนิรันดร?ไม่มีที่สิ้นสุดและเป็นสิ่งสมบูรณ์สูงสุ?/p>

นักบุญออกัสตินได้ใช้อภิปรัชญาของเพลโต้มาอธิบายในเรื่องพระหรรษทานของพระเจ้า ซึ่งเพลโต้ได้แบ่งความเป็นจริงออกเป็น 2 ระดั?คื?โลกของวัตถ?และโลกของแบบ ในทรรศนะของเพลโต้นั้นอธิบายดังนี?/p>

โลกของวัตถ?/strong> คื?ทุกสิ่งที่อยู่ในโลกนั้นรู้จักได้ในฐานะที่เป็นสิ่งเฉพาะ (Particular Thing) เช่น ที่เรารู้จักมนุษย์แต่ละค?ดอกไม้แต่ละดอก นกแต่ละตัว เช่นนี้เป็นสิ่งเฉพาะที่รับรู้ได้ด้วยประสบการณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นวามจริงระดับอัตวิสัย ซึ่งเป็นความจริงที่ขึ้นอยู่กับตัวของผู้รู้ ผู้คิด ไม่ได้เป็นความจริงระดับสมบูรณ์ เพราะเป็นสิ่งที่มีอยู่ชั่วขณ?แล้วก็แปรสภาพไ?เมื่อตัวเราเลิกคิด เลิกรู้สึกก็จะหายไ?/p>

โลกของแบ?/strong> คื?ความเป็นจริงที่แท้ เป็นความจริงระดับสัมบูรณ?เป็นความจริงสูงสุด ไม่ขึ้นอยู่กับจิตมนุษย?และเป็นสิ่งที่คงที่ไม่เปลี่ยนแปล?ซึ่งเรารู้จักโลกของแบบได้ในฐานะที่เป็นสิ่งสากล หรือเป็นภาพรวม และรับรู้ได้ด้วยการใช้ปัญญ?(Wisdom) เช่น มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะชนชาติใ?เมื่อเกิดมาบนโลกแล้วมนุษย์ย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่ากัน แม้ว่าคนในบางประเทศอาจด้อยกว่าคนอื่น แต่เมื่อพูดถึงเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้วทุกคนย่อมมีศักดิ์ศรีเท่ากัน นี่คือความหมายของสิ่งสาก?(UNIVERSAL) ซึ่งเข้าใจได้ด้วยปัญญา

ซึ่งเพลโต้จะบอกว่าทั้งโลกของวัตถุและโลกของแบบมีความสัมพันธ์กัน เช่น ความยุติธรรมในโลกของวัตถุหรือในโลกนี?ดูได้จากตัวกฎหมา?แต่กฎหมายต้องสอดคล้องกับความยุติธรรมที่เป็นสิ่งสาก?หรือโลกของแบบนั่นเอง ดังนั้นบางครั้งการที่ผู้พิพากษาท่านพิพากษาพ้นจากตัวบทกฎหมายแล้วเข้าสู่ความยุติธรรมที่เป็นสากลได้ เช่น กรณีการฆ่าตัวตายเป็นความผิ?ใครฆ่าคนต้องถูกจับ แต่กฎหมายไม่ได้ลงโทษทันท?กฎหมายมีข้อยกเว้นว่า โดยธรรมชาติของมนุษย์เมื่อจวนตัวย่อมต้องสู้เพื่อป้องกันตน ดังนั้นการฆ่าตัวตายเพราะเป็นการป้องกันตั?โทษหนักก็จะเป็นเบา พิจารณาที่เจตนาว่าจงใจฆ่าหรือไม่ เป็นต้?/p>

จากการที่เพลโต้บอกว่าทั้งโลกของวัตถุและโลกของแบบมีความสัมพันธ์กันนั้?เพลโต้ก็ไม่ได้บอกว่าสัมพันธ์กันได้อย่างไ?จึงเป็นปัญหาที่เพลโต้ทิ้งไว้ ซึ่งนักบุญออกัสตินตอบโดยนำวิธีการของเพลโต้มาใช?แต่ใช้ศัพท์ทางคริสต์ใส่เข้าไปให้เห็นว่ามนุษย์กับพระเจ้านั้นสัมพันธ์กันเหมือนทฤษฎีของเพลโต้ คื?มนุษย์อยู่ในโลกมนุษย?แต่ว่ามนุษย์มาจากพระเจ้า พระเจ้าเป็นผู้สร้า?ซึ่งนักบุญออกัสตินตอบด้วยแนวคิดทางเทววิทยาว่?การที่มนุษย์จะรู้จักพระเจ้าได้หรือเข้าถึงพระเจ้าได้ก็ด้วยพระหรรษทา?(THE GRACE OF GOD)

ดังนั้นจะเห็นได้ว่านักบุญออกัสติ?ใช้วิธีการของกรีกมาเป็นเครื่องมื?แต่ก็ยืนยันแนวคิดของคริสต์ว่าเฉพาะวิธีการของกรีก ถ้าเป็นวิธีการของเพลโต้ต้องใช้ปัญญาไตร่ตรอ?จึงจะเข้าใจศักดิ์ศรีความเป็นคน และกรีกจะจบไว้แค่นั้?แต่นักบุญออกัสตินจะบอกว่าเฉพาะปัญญาเข้าถึงพระเจ้าไม่ได?ปัญญาเป็นแค่การปูพื้นเท่านั้?เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งมนุษย์จะเข้าถึงพระเจ้าได้ ต้องได้รับพระหรรษทานของพระเจ้า คื?ความส่องสว่างจากพระเจ้?(ILLUMINATION)

สรุปได้ว่านักบุญออกัสติน ใช้วิธีการของเพลโต้มาเปรียบเทียบ อธิบายและเติมแนวคิดของคริสต์เข้าไป คือมนุษย์กับพระเจ้ามีความสัมพันธ?ซึ่งมีช่องที่จะเชื่อมกันได้นั้นต้องอาศัยพระหรรษทานจากพระเจ้า ซึ่งเหตุผลที่ต้องอาศัยพระหรรษทาน นักบุญออกัสติน ได้นำแนวคิดศาสนาคริสต์มาอธิบาย คื?ถ้าเราอยากรู้ว่าจะถึงพระเจ้า เข้าใจพระเจ้าได้ ต้องรักพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจ ใช้ปัญญาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องได้รับพระหรรษทานจากพระเจ้าด้วยเพราะอะไ?ในประเด็นนี้นักบุญออกัสตินนำวิธีการของกรีกมาอธิบายว่?ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้?ซึ่งเหมือนกับโลก 2 โล?คื?โลกของวัตถุกับโลกของแบ?ซึ่งความสัมพันธ์จะสมบูรณ์ได้ต้องอาศัยพระหรรษทา?ตรงนี้เป็นแนวคิดของศาสนาคริสต์ ซึ่งต้องใช้พระหรรษทานเพราะศาสนาคริสต์นั้นต้องมีความศรัทธาก่อนแล้วจึงเชื่?เราจะได้รับพระหรรษทานได้นั้นเราต้องเชื่อพระเจ้?/p>

จะเห็นได้ว่าวิธีการอธิบายของนักบุญออกัสตินนั้น ใช้ปรัชญาของเพลโต้มาอธิบาย คื?มนุษย์นั้นเป็นสิ่งไม่สมบูรณ์ มนุษย์เป็นสิ่งที่อยู่ในโลกของวัตถุ แต่พระเจ้าเป็นสิ่งสมบูรณ์สูงสุ?และมีปัญหาว่าสิ่งสมบูรณ์สูงสุด ซึ่งไม่มีตนจับต้อง เห็นไม่ได้ มาสัมพันธ์กับมนุษย์ซึ่งมีตัวตนจับต้องได้ และเป็นสิ่งไม่สมบูรณ์ได้อย่างไ?ซึ่งเพลโต้ตอบโดยใช้การเปรียบเทียบจากนิทานเรื่อ?quot;ถ้?quot;ให้คนเข้าใจโลกของแบบได?สำหรับนักบุญออกัสตินนั้น บอกว่าการจะเข้าถึงโลกของแบบได้นั้น มนุษย์จะต้องได้รับพระหรรษทาน ต้องเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยแล้วเราจึงจะเข้าใจพระเจ้า และการที่คนเราจะเชื่อพระเจ้าได้นั้?ต้องได้รับพระหรรษทานพิเศ?คื?เราต้องเริ่มมีจิตที่จะเชื่อพระเจ้า แล้วเราจะได้รับพระหรรษทานพิเศษ ใจเชื่อก่อ?จึงเข้าใ?สำหรับกรีกต้องใช้ปัญญาไตร่ตรองด้วยเหตุผลก่อนแล้วจึงเชื่อ แต่ของคริสเตียนนั้นจะเชื่อก่อนแล้วจึงเข้าใ?ซึ่งขัดแย้งกัน ตรงนี้นักบุญออกัสติน จึงบอกว่าถ้าไม่เชื่อก่อนก็จะไม่ได้รับพระหรรษทา?/p>

นักบุญออกัสติน ยังยืนยันในฐานะนักเทววิทยาอีกว่า เจตจำนงของมนุษย์ถึงแม้จะเสรี แต่โดยกฎธรรมชาติของมนุษย์นั้?มนุษย์มักจะอ่อนแ?มักจะสงสัยและคล้อยตามกิเลสกับอารมณ?ดังนั้นพระหรรษทานเท่านั้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้มั่นคงได้

4. ความชั่ว (EVIL)

จากปัญหาที่ว่าเมื่อพระเจ้าทรงเป็นความดีสูงสุ?เป็นผู้สร้างทุกสิ่งแล้?ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้อย่างไร นักบุญออกัสตินอธิบายว่?ความชั่วร้ายไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง เพราะหากเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่ด?ซึ่งถ้าหากความสมบูรณ?ความดีงามทางศีลธรรมเกิดขึ้นจากการรักพระเจ้าแล้?ความชั่วร้ายก็เกิดขึ้นได้ด้วยการละทิ้งพระเจ้?/p>

ดังนั้นถ้าพระเจ้าทรงเป็นความดี เป็นความสมบูรณ?เป็นสิ่งที่ดีงามสูงสุด การที่มนุษย์จะมีชีวิตที่มีความสุขได้ก็ต้องมีความดีสูงสุด ก็คือต้องมีพระเจ้า นักบุญออกัสตินจึงอธิบายว่า เมื่อความสมบูรณ์ทางศีลธรรมหมายถึงการที่เรารักพระเจ้า เพราะพระเจ้าเป็นความดีงามสูงสุ?ดังนั้นความชั่วร้ายจึงหมายถึงความบกพร่อง (IMPERPECT) ซึ่งถ้าอยากมีความดีงามก็ต้องกลับไปหาพระเจ้าและได้รับพระหรรษทาน ความชั่วร้ายจึงไม่ได้เกิดจากพระเจ้าแต่เกิดจากการใช้เจตจำนงของมนุษย์ที่จะละทิ้งพระเจ้?/p>

การที่พระเจ้าให้เสรีภา?แต่เสรีภาพต้องมีเงื่อนไขว่?การใช้เสรีภาพต้องเป็นรองกฎทางศีลธรรม และมนุษย์ทุกคนเป็นสิ่งทรงสร้างมาจากฉายาของพระเจ้?มนุษย์มีมโนธรร?และมีแนวโน้มทางศีลธรรมอยู่ในตั?แต่ถ้ามนุษย์ละทิ้งจากพระเจ้า ความชั่วร้ายก็จะเกิดขึ้น กล่าวได้ว่าเจตจำนงเป็นสิ่งที่ด?แต่การขาดระเบียบหรือกฎเกณฑ์ที่ถูกต้องทำให้เกิดความชั่วร้าย

นักบุญออกัสติน จึงยืนยันว่า ความชั่วร้ายไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง แต่ความชั่วร้ายเป็นความบกพร่องหรือการขาดจากอะไรบางอย่า?ซึ่งความเป็นคนที่สมบูรณ์นั้นต้องอาศัยพระหรรษทานคือต้องอาศัยความเชื่อและได้รับพระหรรษทา?/p>

ความชั่วร้ายจึงเกิดจากเจตจำนงของมนุษย์ ไม่ได้เกิดจากการสร้างของพระเจ้?สำหรับปัญหาที่ว่าในเมื่อพระเจ้าทรงเป็นความดีงามแล้วทำไมโลกนี้จึงมีความชั่วร้าย ซึ่งนักบุญออกัสตินได้นำปรัชญาของเพลโต้มาตอบปัญหาเหล่านี้ว่?ถ้าจะไม่ให้ความชั่วร้ายเกิดขึ้?ถ้าเป็นเพลโต้ก็ใช้ปัญญาในการเข้าถึงโลกของแบบ (WORLD OF IDEA) แต่นักบุญออกัสตินนั้นไม่ให้ความชั่วร้ายเกิดขึ้?คื?การกลับไปหาพระจ้?และอยู่ภายใต้เงื่อนไ?ต้องเชื่อก่อนและก็จะได้รับศีลธรรมเหล่านี?แสดงให้เห็นว่านักบุญออกัสตินใช้วิธีการของกรีกเป็นเครื่องมื?แต่ใช้แนวคิดของศาสนาคริสต์เข้าไปอธิบาย

ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะ ความรักที่ไม่ถูกต้อง (DISORDERED LOVE) ไม่ใช่ความรักที่แท้จริ?หมายความว่ามนุษย์ทุกคนคาดหวังความสุข ความสมหวังจากความรัก แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่มนุษย์ได้รับจากความรักคือ ความทุกข?ความหม่นหมอง ความกระวนกระวา?ซึ่งนักบุญออกัสติน อธิบายว่าที่เป็นเช่นนั้น เพราะคนคาดหวังความสุขจากความรั?นั้นคือมนุษย์นั้นไม่ได้รับอย่างถูกต้อง

การรักพระเจ้าจะเป็นการทำให้สิ่งที่พร่องนั้นสมบูรณ์ ดังนั้นการที่เราพร่องในเรื่องเหล่านี?การรักษาพระเจ้าจึงทำให้ความรักที่ผิดนั้นสมบูรณ์ขึ้นมาได้ ความรักทุกอย่างในโลกนี้ไม่เป็นระบบ ไม่สมบูรณ์ที่สุด ความรักทั้งหลายที่อยู่บนโลกนี้อาจไม่ใช่ความรักที่แท้จริง ดังนั้นถ้าเราสามารถใช้ปัญญาที่จะรู้ได้ว่าควรจะรักอะไ?เราก็จะรู้ว่าเราควรรักพระเจ้?สิ่งนี้เองที่ทำให้เราได้ความรักที่สมบูรณ?/p>

จะเห็นได้ว่านักบุญออกัสติน อธิบายจากการที่มนุษย์เราเป็นสิ่งไม่สมบูรณ์ การที่มนุษย์มีเจตจำนงเสรีแล้วใช้เจนจำนงเสรีนั้นไปในทางที่ไม่ถูกต้อ?ทำให้มนุษย์มีความรักที่ผิด ดังนั้นการที่จะกลับไปหาความรักที่สมบูรณ์ มีความสุขที่แท้จริงได้ คือเราต้องไตร่ตรองว่าควรจะรักอะไรที่เป็นสิ่งที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะฉะนั้นจึงควรจะรักพระเจ้?/p>

นักบุญออกัสตินบอกว่า ความรู้สึกภาคภูมิใจหรือหลงตัวเอง ความหยิ่?ทำให้มนุษย์หันหนีไปจากพระเจ้?ตรงนี้เป็นจริยศาสตร์คริสต์ เพราะจริยศาสตร์คริสต?เน้นเรื่องความสุภา?ถ้ารักพระเจ้าต้องสุภาพต่อเพื่อนมนุษย?ผู้ใดหยาบคายต่อเพื่อมนุษย์ ผู้นั้นหยาบคายต่อพระเจ้านี่เป็นข้อความจากคัมภีร์ ดังนั้นการที่คนเรามีความรู้สึกหยิ่งยะโ?ดูถูกคนแสดงถึงความบกพร่องของตัวเรา และเราก็เริ่มหันเหไปจากพระเจ้า

นักบุญออกัสติน ได้นำคุณธรรมหลักของกรีกมาอธิบายด้วยภาษาของศาสนาคริสต?คื?/p> การรู้จักประมาณต?/strong> (TEMPERANCE) หมายถึ?การรู้จักประมาณระหว่างมากเกินไปกับน้อยเกินไป นักบุญออกัสตินต้องการจะชี้ให้เห็นว่า คุณธรรมหลักของกรีกข้อนี้ ทางศาสนาคริสต์ก็มีเรื่องนี?คื?
1. การรู้จักประมา?ก็คือการที่เราอุทิศตัวเราอย่างสิ้นเชิงให้กับสิ่งที่เรารั?ก็คื?พระเจ้?br> 2. ความกล้าหา?/strong> (FORTITUDE) หมายถึ?ความกล้าหา?นักบุญออกัสติน ต้องการชี้ให้เห็นว่าทางศาสนาคริสต์ ความกล้าหา?คื?ทำทุกอย่างเพื่อสิ่งที่เรารักคื?พระเจ้?
3. ความเที่ยงธรรม
(JUSTICE) หมายถึ?ความยุติธรรม นักบุญออกัสติน ต้องการชี้ให้เห็นว่าทางศาสนาคริสต์ความเที่ยงตรงก็คือ สม่ำเสมอกับสิ่งที่เรารัก มั่นคงต่อสิ่งที่เรารัก ก็คื?พระเจ้?
4. ความรอบคอบ
(PRUDENCE) หมายถึ?ความรอบคอบหรือปัญญ?นักบุญออกัสตินต้องการชี้ให้เห็นว่าทางศาสนาคริสต์ ความรอบคอบ หมายถึ?strong>การมีปัญญาจะทำให้เราสามารถแยกแยะได?คื?สิ่งที่เราควรจะรัก

ดังนั้?นักบุญออกัสตินนำเอาแนวคิดของกรีกมาอธิบายจริยศาสตร์ เพื่อให้เห็นว่าประเด็นเหล่านี้ต้องการที่จะอธิบาย เห็นว่าเรื่องของศาสนาคริสต์นั้นอธิบายได้ด้วยวิธีการกรี?/p>

5. อาณาจักรสองแห่?(THE TWO CITY)

นักบุญออกัสติน กล่าวไว้ว่?อาณาจักรมีอยู่ 2 แห่ง

1. อาณาจักรโล? ซึ่งสร้างขึ้นโดยความรักที่เห็นแก่ตัวของมนุษย์และการดูหมิ่นในพระเจ้?อาณาจักรโลกนี้ปกครองโดยความเห็นแก่ตั?ความอิจฉาริษยา ความถือตัว มีการทุจริตมากมา?เรียกได้ว่ามีคนที่อยู่เหนือพระเจ้า (THOSE WHO PREFER SELF TO GOD)

2. อาณาจักรแห่งสวรรค์ ซึ่งสร้างขึ้นโดยความรักในพระเข้าและความรักที่ดูหมิ่นตัวเอง เป็นอาณาจักรที่เต็มไปด้วยความรัก ปกครองด้วยพรแห่งสวรรค์คือพระเจ้า กล่าวได้ว่าเป็นอาณาจักรที่มีคนที่รักพระเจ้าและพระเจ้าอยู่เหนือตัวเรา (THOSE WHO LOVE GOD AND PREFER GOD TO SELF)

ซึ่งนักบุญออกัสตินต้องการจะเปรียบเทียบให้เห็นว่า ถ้าใครที่รักพระเจ้?และพระเจาอยู่เหนือชีวิตผู้นั้น จะมีชีวิตที่มีความสุขแท้จริง สงบสุข แต่ถ้าใครหลงติดอยู่กับความรุ่งเรืองสักวันหนึ่งก็จะล่มสลายได้ เพราะอะไรที่เป็นเรื่องของโลกมนุษย์จะเป็นไปตามวัฎจักร ไม่เที่ยงแท้แน่นอนแต่ถ้ารักพระเจ้าจะได้ความสุขอย่างแท้จริงเป็นบรมสุข ดังนั้นถ้าเราจะไม่ทุกข์ก็ต้องรักษาพระเจ้าเพราะพระเจ้าทรงเป็นความรักที่แท้จริ?/p>

สรุปได้ว่าสิ่งที่นักบุญออกัสตินบูรณาการนั้?คื?การที่นักบุญออกัสตินนำความคิดทางปรัชญากับศาสนาคริสต์มาบูรณาการกั?โดยนำเอาวิธีการของปรัชญากรีกมาอธิบายศาสนาคริสต?เพื่อให้เห็นว่าปรัชญากรีกกับศาสนาคริสต์นั้นไม่ขัดแย้งกันไปด้วยกันได้ ซึ่งนับว่าเป็นความชาญฉลาดของนักบุญออกัสตินอย่างมากที่รู้ว่าชาวกรีกกำลังยอมรับปรัชญากรี?ปรัชญากรีกมีอิทธิพลมาก นักบุญออกัสติน จึงได้พยายามทำให้เห็นว่าวิธีการของกรีกนำมาอธิบายศาสนาคริสต์ได้

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Saturday 7 October, 2006 1:39 PM