ปัญหาจริยธรรมในทรรศนะของศาสนาอิสลา?/div>
 


อาจารย์อุ่?หมั่นทวี


***

ก่อนอื่นก็มีศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจคือคำว่า “อิสลาม” กับคำว่า “จริยธรรมอิสลาม” เพราะถ้าหากว่ามิได้มีการอธิบายความหมายของคำว่า “อิสลาม” กับคำว่า “จริยธรรมในความหมายของอิสลาม?บางทีก็อาจจะไม่เข้าใจหลา??เรื่องด้วยกั?

คำว่?“อิสลาม” นั้น หากแปลตามศัพท์ก็คือว่า “สันติ ปลอดภั?และการยอมมอบตนต่อพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า?นี่คือความหมายตามศัพท์ แต่ความหมายทั่วไปก็คือศาสนาหนึ่งซึ่งคัมภีร์ได้ให้ชื่อไว้ว่าอิสลา?ส่วนผู้นับถือศาสนาอิสลามเรียกว่า “มุสลิม” สองคำนี้มักจะมีความไขว้เขวในความเข้าใจเรื่องการมองภาพพจน์ของอิสลาม เพราะความเข้าใจไขว้เขวนี้มีมาตั้งแต่ในสมัยประวัติศาสตร์จนถึงสมัยปัจจุบัน และจากข่าวสา?และสื่อสารมวลชนต่า??ซึ่งถ้าไม่เข้าใจสองคำนี้ก็จะมองภาพพจน์ของอิสลามเสียไ?

ดังนั้นคำว่า “อิสลาม” เป็นศาสนาหนึ่ง ซึ่งในเนื้อหาคือเป้าหมายที่จะให้มนุษย์ผู้ประพฤติปฏิบัติมีความสันติ ปลอดภั?เป็นผู้นอบน้อมถ่อมตนต่อพระเป็นเจ้า ที่นี้คำว่?“มุสลิม” ก็หมายถึ?ผู้รับนับถือศาสนาอิสลา?คือบางครั้งผู้นับถือศาสนาอิสลามอาจจะประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ฝืนต่อคำสอนของศาสนาอิสลามได?จึงมีเหตุการณ์จากทางโทรทัศน์ หรือสื่อสารมวลชนอื่น ?อยู่เสมอ ที่มีผู้เข้าใจไขว้เขวในเรื่องนี้ ซึ่งถ้าหากเข้าใจคำว่?“อิสลาม” แล??มุสลิม ?ก็จะสรุปได้ทันทีว่?นี่เป็นเรื่องของมุสลิมบางค?บางกลุ่ม มิใช่เรื่องของอิสลาม เพราะทั้งในประวัติศาสตร์และปัจจุบันนี้จะพบว่?มุสลิมมีเรื่องรบราฆ่าฟันกันระหว่างตนเอ?และเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมากมาย ถ้าไม่เข้าใจแล้วจะคิดว่าอิสลามมีคำสอนอย่างนี้หรื?อิสลามสอนให้ฆ่ากันหรือ นี่คือปัญหาที่ว่าหากเข้าใจก็จะรู้ว่านี่เป็นเรื่องของมุสลิม เรื่องของผู้นับถือศาสนาอิสลา?มิใช่เรื่องคำสอนของศาสนาอิสลาม

ประการต่อมาคือ อิสลามมองมนุษย?และสิ่งต่า??อย่างไ?ให้ทัศนะเกี่ยวกับสิ่งต่า??อย่างไ?เอจะได้เข้าใจว่าฐานะของจริยธรรมอิสลามนั้นมีความสำคัญอย่างไ?อิสลามถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นสิ่งที่ถูกสร้างจากพระเป็นเจ้า มนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งด้ว?เมื่อพระผู้เป็นเจ้าสร้างแล้ว ก็ให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินตามกฎเกณฑ์ สำหรับมนุษย์นั้นก็มีกฎจริยธรรมสำหรับมนุษย์ด้วย ในคัมภีร์อัล - กุรอาน ซึ่งกล่าวสอนมนุษย์เรื่องจริยธรรมมักจะเท้าความถึงกฎเกณฑ์ของจักรวาลด้ว?จะขออนุญาตกล่าวโองการในคัมภีร์อั?กุรอานบทหนึ่?และขอกล่าวเป็นภาษาอาหรับด้วย ดังนี้

“อะอูซุบิลลาฮิมินัชชัยฏอนิรเราะญิ่?วัสสะมาอะเราะฟะอะฮ?
วะวะเฎาะอัลมีซาน อัลลาตัฏเฆาฟิลมีซา?วะอะกีมุลวัซนะบิลกิสฏิ
วะลาตุคสิรุลมีซาน”

นี่เป็นโองการหนึ่งในพระมหาคัมภีร์อัล - กุรอาน บทที?55 โองการที?7-9 มีความหมายว่?“ฟากฟ้านั้?พระองค์ทรงยกให้สูง และพระองค์ทรงวางดุลยภาพให้แก่มัน นั่นคื?ท่านทั้งหลายจงอย่าฝืนดุลยภาพ จงดำรงไว้ซึ่งดุลยภาพด้วยความเป็นธรรม และจงอย่าให้ขาดดุลยภาพนั้น?คื?หมายถึ?ระบบจักรวาลดำเนินไปอย่างมีระบบระเบีย?เนื่องจากมันรักษาดุลยภาพที่พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดไว้ฉันใ?มนุษย์ในโลกนี้จะมีความสุขความสงบก็ต่อเมื่อเขารักษาดุลยภาพตามกฎของจริยธรรมที่พระผู้เป็นเจ้าทรงวางไว้สำหรับมนุษย์ด้ว?และนอกจากนี้อิสลามถือว่ามนุษย์อยู่ในฐานะผู้ปกครองทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ มีหลายบทในอั?- กุรอานแจ้งว่?“พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาเพื่อมนุษย?เพื่อประโยชน์ของมนุษย์ แต่การสร้างมนุษย์นั้นเพื่อได้เป็นบ่าวที่ดีของพระผู้เป็นเจ้?คือได้ปฏิบัติตนตามจริยธรรมที่พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนด” หมายถึงว่า มนุษย์อยู่ในตำแหน่งที่สูงสุดในบรรดาสิ่งถูกสร้างทั้งหลา?เมื่อเป็นเช่นนี้การที่มนุษย์จะอยู่ในโลกนี้ด้วยความสงบสุขก็ต่อเมื่อมนุษย์ต้องอยู่ในขอบเขตของจริยธรร?

ในแง่ของอิสลามถือว่า จริยธรรมหรือ “ซะรีอะฮ์” ในภาษาอาหรับ เป็นกฎเกณฑ์ที่ระผู้เป็นเจ้าประทานแก่มนุษย์ให้มนุษย์ปฏิบัติเพื่อมนุษย์จะได้มีความสงบสุข ฉะนั้นซะรีอะฮ์จึงกว้างจนรวมหมดทั้งกฎเกณฑ์ความประพฤติปฏิบัติที่มนุษย์จะต้องปฏิบัต?มิใช่เป็นเพียงแค่ควรปฏิบัต?แต่อิสลามถือว่าจริยธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติและมีความรับผิดชอบในการปฏิบัตินั้?คื?หากประพฤติผิดทางจริยธรรมแล้วก็มิใช่เพียงแต่สำนึกเสียใจในการทำผิดนั้น แต่อิสลามถือว่าเขาจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นในวันปรโลก คือวันแห่งการตัดสินด้ว?ด้วยเหตุนี้อัล-กุรอานได้บ่งถึงว่า ทั้งในประวัติศาสตร์และปัจจุบันมีความเสียหายเกิดขึ้นมากมายอันเนื่องมาจากการปฏิบัติของมนุษย์ ทั้งนี้เพื่อเขาจะได้ลิ้มรสสิ่งที่เขากระท?เพื่อว่าเขาจะได้กลับตั?(30 : 41) อัลกุร-อานจึงส่งเสริมว่าให้สัญจรไ??พื้นแผ่นดินเพื่อจะได้เห็นสิ่งที่คนก่อน ?ได้ประพฤติผิดจริยธรร?และได้รับโทษไปแล้ว เพื่อจะได้นำสิ่งเหล่านั้นมาปรับปรุงตัวเข?แล้วกลับตัวเป็นคนดีเสี?(3 : 136, 6: 11)

อีกประการหนึ่ง อิสลามถือว่า หน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องปฏิบัติมี 2 ประการใหญ่ ?คื?มนุษย์กับพระเป็นเจ้า และมนุษย์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกั?เรื่องของมนุษย์กับพระเป็นเจ้าก็มักจะอยู่ในหมวดของการปฏิบัติศาสนกิจ แต่เรื่องของมนุษย์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั้นก็จะมีเรื่องของมนุษย์กับจริยธรรมนับตั้งแต่มนุษย์ต่อตนเอง มนุษย์ต่อเพื่อนมนุษย์ด้ว?และมนุษย์ต่อแม้แต่สัตว์หรือพืช ซึ่งจะพบในหลักคำสอนของศาสนาอิสลา?เหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์จะต้องนำมาปฏิบัติทั้งสิ้น มิได้หมายความเพียงแต่เป็นกฎหมายอย่างเดียวโดยไม่นำมาปฏิบัติ

นอกจากนี?ในศาสนาอิสลามนั้?สิ่งใดที่ฝืนต่อจริยธรรมหรือกฎเกณฑ์ทางศาสนา สิ่งนั้นจะถูกสกัดกั้นทั้งหมด เช่น ห้ามเล่นการพนันในรัฐอิสลาม ซึ่งต่างจากรัฐมุสลิม รัฐอิสลามปกครองโดยหลักคำสอนของอิสลามซึ่งมีอยู่ในอั?กุรอาน และอัล-ฮะดีษเป็นแม่บท แต่รัฐมุสลิมนี้มีมาก ถือว่าจะเป็นรัฐไหนก็ได้ที่ผู้ปกครองเป็นมุสลิ?แต่กฎหมายมิได้เป็นหลักคำสอนของอิสลาม ที่ว่ารัฐอิสลามนั้นจะไม่มีการอนุมัติให้มีสิ่งที่ขัดกับบทบัญญัติอิสลา?เช่น อิสลามห้ามเรื่องการพนั?ก็จะไม่ให้มีบ่อนการพนั?จะไม่มีการสนับสนุนเรื่องการพนั?เมื่ออิสลามห้ามของเสพติดมึนเมาหรือสุรา ก็ไม่มีการตั้งโรงงานผลิตสุรา หรือไม่มีการสนับสนุน ไม่มีโฆษณา ไม่มีการขา?ทั้งหมดที่เกี่ยวกับสุราเป็นความผิดทั้งสิ้น และแม้แต่เรื่องดอกเบี้ก็ห้ามไม่ว่าจะเป็นการรับหรือการให้ดอกเบี้ย การเป็นพยานในการรับหรือการให้ดอกเบี้?สรุปว่าห้ามทั้งหมดเกี่ยวข้องกับดอกเบี้?

อย่างไรก็ตาม สิ่งใดที่อิสลามอนุมัติก็ส่งเสริมด้วย เรื่องจริยธรรมของอิสลามนี้จึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไข คือความประพฤติปฏิบัติในทัศนะของอิสลามนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไ?4 ประการ คื?

•  หลักกา?
•  วิธีกา?
•  เจตน?
•  ผลที่จะเกิดขึ้?

หลัก 4 ประการนี้ต้องมาก่อ?หมายถึงว่าสิ่งนั้นตามหลักการ ตามคำสอนของศาสนาแล้วได้หรือไม่ นี่หมายถึงหลักกา?วิธีการก็คือจะต้องปฏิบัติอย่างไร ส่วนใหญ่มาจากการที่ท่านศาสดาและบรรดาสาวกในรุ่นก่อน ?ได้ปฏิบัติมา ส่วนเจตนาก็มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะการปฏิบัตินั้นขึ้นอยู่กับเจตนาเป็นอย่างมา?ส่วนผลมักจะถือเป็นส่วนรองลงม?ยกตัวอย่างเช่น การรักษาพยาบาล หรือการกระทำใด ?เช่น การเสริมสว?การแปลงเพศ ทั้งหมดนี้ครั้งแรกก็ต้องดูหลักการว่าสิ่งนี้อนุมัติหรือไม?ต่อมาวิธีการ ซึ่งวิธีการส่วนใหญ่มีข้อยืดหยุ่น ถ้าหากเป็นเรื่องการรักษาพยาบาลที่ทางการแพทย์เห็นว่าวิธีการนี้ด?และไม่ได้เกี่ยวกับหลักปฏิบัติทางศาสนาแล้วก็ถือว่าทำได้

ส่วนเจตนานี้เป็นสิ่งสำคัญมาก คือบางครั้งหลักการดี วิธีการด?แต่เจตนาไม่ด?ก็ถือว่าเขาทำผิดจริยธรรมทางศาสนาอิสลาม แต่ถ้าหากหลักการดี วิธีการด?เจตนาด?แต่ผลที่ออกมาไม่ดี อิสลามก็มีทัศนะว่านั่นไม่ผิดทางจริยธรร?ตัวอย่างเช่น แพทย์วินิจฉัยโรคของคนไข้ เมื่อพบคนได้อาการอย่างนี?เป็นโรคนี้ ต้องรักษาอย่างนี?ก็มีเจตนาด?จะให้ย?หรือฉีดย?แต่ปรากฏว่าคนไข้เสียชีวิ?ลักษณะนี้ถือว่าแพทย์ไม่ผิด เขามีเจตนาดี แต่ผลเกิดมาในทางลบก็ถือว่าเขาไม่ผิ?แต่ถ้าหลักการด?วิธีการด?แต่เจตนาไม่ด?เขาต้องการทำลายชีวิตคนไข?ปรากฏว่าคนไข้หายจากโรค อาการดีขึ้?ทั้ง ?ที่มีเจตนาจะฆ่?อย่างนี้ถือว่าผิ?เพราะว่าเจตนาไม่ดี

ฉะนั้น การที่จะถือว่าอะไรถูกหรือผิดจริยธรรมต้องดูเงื่อนไขดังกล่าวมา ในแง่จริยธรรมนั้นการทำดีถือว่ามีผลตอบแทน 10 เท่า ถึ?700 เท่า คัมภีร์อัล - กุรอาน ได้กล่าวถึงการทำดีเหมือนกับเมล็ดพื?1 เมล็?ไปเพาะงอกออกมาเป็น 7 รว?แต่ละรวงก็มี 100 เมล็?การที่อัลกุร - อา?เปรียบเทียบเช่นนี้ หมายถึงการกระทำความดีจะได้ผลมากมายทั้ง 700 เท่า หรือมากกว่านั้?แต่การกระทำความชั่วถือว่าได้ผลลบเพียงส่วนเดียว หมายถึงเมล็ดพืชนั้นนำไปเพาะแล้วเน่าเสี?ไม่งอกขึ้นมาก็เสียไปเมล็ดเดียว หรือการทำความชั่วนี้ผู้ทำจะรับผิดชอบเพียงส่วนเดียวทางจริยธรร?ในขณะเดียวกั?หากเจตนาจะทำความดีแต่ยังไม่ได้ทำก็ถือว่าได้ผลหนึ่ง ถ้าเจตนาจะทำความชั่วแต่สำนึกผิดแล้วไม่ทำก็ถือว่าเขาได้ทำความดีเช่นกั?เป็นรางวัลที่เขาคิดจะทำชั่วแต่กลับตัวได้ไม่กระทำก็ถือว่าเป็นบุญอย่างหนึ่?

ในศาสนาอิสลามนั้นมีประเด็นเกี่ยวกับจริยธรรมในวิชาชีพหลายประเด็นด้วยกัน อิสลามเน้นหนักเรื่องความมีสัจจะในการประกอบอาชีพถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เช่น ศาสดาได้กล่าวไว้ว่?ความสัตย์เป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ เพราะจำนำไปสู่ความดี และคุณความดีจำนะไปสู่สวรรค?(บุคอรี, มุสลิม) ในศาสนาอิสลามนั้?การกระทำอะไรก็ตามถ้าเป็นความดีก็ได้รับผลตอบแทนสวรรค์เป็นรางวัล ถ้าเป็นความชั่วก็ได้รับผลตอบแทนเป็นนรก*** โดยศาสนาอิสลามบอกว่า ผลตอบแทนนั้นมีทั้งนรกและสวรรค์ สำหรับพฤติกรรม “ความสัตย์นำไปสู่ความด?ความดีจะนำไปสู่สวรรค?คนพูดความจริงบ่อ??จนกระทั่งได้รับการจดบันทึกไว??พระเป็นเจ้าว่า เขานั้นเป็นคนมีสัจจะ พึงระวังความเท็จ เพราะความเท็จนำไปสู่ความชั่ว ความชั่วนำไปสู่นรก บุคคลที่พูดเท็จบ่อ??จนเคยชิน ก็จะถูกบันทึกไว้ ?พระเป็นเจ้าว่า เขานั้นเป็นคนพูดเท็จ เป็นคนสับปลั?ซึ่งควรจะหลีกเลี่ยง” (บุคอรี, มุสลิม)

ดังนั้?ในเรื่องการประกอบอาชีพ ศาสนาอิสลามถือว่าการประกอบอาชีพเป็นสิ่งจำเป็?มิได้แยกออกจากศาสน?ชีวิตประจำวันมิได้แยกออกจากศาสนา ถือว่าเป็นหลักปฏิบัติเช่นเดียวกับเรื่องหลักของศาสน?การที่พูดความจริงไม่พูดความเท็จนี้เป็นสิ่งสำคั?เป็นสิ่งที่ควบคุมมนุษย์ให้อยู่ในหลักจริยธรรมของอัล-อิสลาม นอกจากนี?ในการทำงานน่วมกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารมักจะมีปัญหามากมายในเรื่องของการปฏิบัติต่อผู้ที่เกี่ยวข้อ?มีคำสอนปรากฏอยู่ในคัมภีร์อัล-กุรอานว่?จงอย่าปล่อยให้ความอาฆาตพยาบาทต่อชนกลุ่มหนึ่ง ทำให้สู้เจ้าต้องลำเอียงไปจากความเป็นธรรม จงรักษาความเป็นธรรมไว้ เพราะการรักษาความเป็นธรรมนั้นใกล้กับการสำรวมตนต่อพระเป็นเจ้า และพระเป็นเจ้าทรงมองดูอยู่ในพฤติกรรมของสูเจ้?(5 : 8) อีกประการหนึ่ง การรับฟังข่า?การตัดสินใจมีกฎเกณฑ์ของการตัดสินใจว่?เมื่อได้รับฟังข่าวมา ก็ควรต้องมีการกรองข่าวเสียก่อน อย่างเพิ่งปักใจเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ในคัมภีร์ได้กล่าวถึงว่?

“โอ้ผู้ศรัทธ?หากว่าผู้ไม่ประสงค์ดีนำข่าวมาแจ้งแล้?ก็จงกรองข่าวนั้น อย่าปักใจเชื่อ เพราะบางครั้?ท่านจะต้องปฏิบัติไปกับชนกลุ่มหนึ่งโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ?แล้วจะเสียใจในภายหลัง”

ข้อความนี้อยู่ในบทที?49 โองการที?6 ซึ่งเป็นเรื่องกว้า??ในประเด็นของจริยธรรมในวิชาชี?และยังมีอีกมากมายใยรายละเอีย?

***

ที่ม?: วริย?ชินวรรโณ, บรรณาธิการ. (2536). นานาทรรศนะเกี่ยวกับจริยธรร?/strong>. ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาตร?มหาวิทยาลัยมหิดล.

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 4:31 PM