ทฤษฎีสงครามที่เป็นธรรม (Just War Theory)
 


โด?: ดวงเด่?นุเรมรัมย์.
© ลิขสิทธิ์ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล


***

แม้ว่าสงครามระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร กับประเทศอิรักจะยุติลงแล้ว แต่เมื่อเราย้อนกลับไปพิจารณาถึงมูลเหตุแห่งสงครามที่เกิดขึ้นจะพบว่า เหตุผลหลักที่สหรัฐ?และพันธมิตรใช้กำลังทางทหารโจมตีอิรักนั้น คื?เหตุผลเรื่องอาวุธเคมีหรือชีวภา?แต่นอกเหนือจากเหตุผลดังกล่าวนี้แล้?ประเด็นหนึ่งที่อเมริกายกขึ้นมาเป็นข้ออ้างในการทำสงครามต่อต้านอิรักก็ “เพื่อความชอบธรรม” หรือ เป็นการท?“สงครามที่เป็นธรรม?

สงครามที่เป็นธรร?หมายถึ?สงครามที่ไม่ขัดกับศีลธรร?หรือแม้กระทั่งเป็นหน้าที่ทางศีลธรร?ที่หากไม่ปฏิบัติแล้วจะเกิดความเสียหา?ทั้งนี?พิจารณาภายใต้เงื่อนไขหนึ่ง ?ของการเริ่มต้น และการปฏิบัติสงครา?(University of New Hampshire, 2001)

ในเบื้องต้?จะได้เสนอความเป็นมาของแนวคิดสงครามที่เป็นธรรมเพื่อศึกษาถึงพัฒนาการของแนวคิดดังกล่า?จากการศึกษาพบว่า นักเขียนสมัยโบราณไม่ได้หยิบยกเรื่องศีลธรรมของสงครามมาอภิปรายกั?แต่เพลโตและอริสโตเติ้ลกลับเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่รัฐในอุดมคติน่าจะมีการบัญญัติในเรื่องดังกล่าว (Fagothey, A. 1963: 452) และงานของอริสโตเติ้ลบางชิ้นก็ได้กล่าวถึงสงครามที่เป็นธรร?อย่างน้อยที่สุดก็จากงานเขียนเรื่อง "Politics" ที่ดำเนินเรื่องภายใต้ความคิดสงครามที่เป็นธรร?(May, L. & Sharratt S., Eds., 1994 :200)

สำหรับนักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับสงครามที่เป็นธรรมส่วนใหญ่ยอมรับว่?บุคคลแรกที่บันทึกเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติทางศีลธรรมในการสงครามคือนักบุญออกัสติน (Saint Augustine: ?? 354-430) (Fagothey, A. 1963: 453) ออกัสตินให้ทรรศนะว่าสงครามเป็นผลมาจากบาปในโลกนี้ กล่าวคือ ตามความเชื่อในศาสนาคริสต?อดัมกับอีฟซึ่งเป็นมนุษย์คู่แรกของโลกได้กระทำการฝ่าฝืนและไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้?จึงเกิดบาปและความชั่วร้ายต่า??ตามม?และสงครามก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากบาปที่มนุษย์คู่แรกกระทำไว?ตามความคิดเห็นของออกัสติ?ความรุนแรงกับสงครามเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะเป็นบา?และเหตุที่สงครามเป็นบาปก็เพราะเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้?และความสัมพันธ์ของมนุษย์ด้วยกันเอง (Hill, B. R., Knitter, P. and Madges, W. 1990: 361)

ออกัสตินให้ทรรศนะว่า สงครามที่เป็นธรรมเป็นความชั่วร้ายที่สุดทางกายภาพประการหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในโลก แต่มันได้รับการยินยอมให้เกิดขึ้นอย่างชอบธรรมต่อเมื่อสอดคล้องกับบางสภาว?และเพื่อการปกป้อ?(Fagothey, A. 1963: 453) แต่เมื่อใดก็ตามที่มีผู้ถูกคุกคามหรือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ ต้องเปรียบเทียบกันระหว่างสิทธิของเหยื่อผู้บริสุทธิ?กับสิทธิของผู้รุกราน ว่าสิทธิของฝ่ายใดจะมากกว่ากั?ซึ่งในกรณีนี้สิทธิของเหยื่อผู้บริสุทธิ์ย่อมเหนือกว่าผู้ที่รุกรานโดยปราศจากความชอบธรร?จึงให้ทำสงครามตอบโต้ได?แต่การใช้กำลังทางกายภาพจะต้องยุติธรร?กล่าวคือเป็นการป้องกันตั?ไม่ใช่การคุกคามหรือรุกรา?อีกทั้งการทำสงครามนั้นจะต้องนำมาใช้โดยสถาบันที่มีอำนาจถูกต้องตามกฎหมาย เช่น กษัตริย์ และการทำสงครามนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความรั?ออกัสตินมองว่าเงื่อนไขข้อนี้สำคัญที่สุ?กล่าวคือ เหตุที่การทำสงครามต้องอยู่บนพื้นฐานของความรักเนื่องจากมนุษย์มีศักดิ์ศร?แม้ว่าจะเป็นศัตรูก็มีศักดิ์ศรี ดังนั้นต้องหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่ไม่จำเป็?และต้องประนีประนอมกับศัตรูให้เร็วที่สุ?(Hill, B. R., Knitter, P. and Madges, W. 1990: 361).

นอกจากนี?ออกัสตินยังย้ำความคิดที่ว่?เหตุจูงใจสำคัญในการทำสงครามก็เพื่อฟื้นฟูสันติภาพ เขากล่าวว่?

เราไม่ได้แสวงหาความสงบเพื่อที่จะสู?แต่เราสู้เพื่อที่จะมีความสงบ ดังนั้?จงมีความสงบเมื่อต่อสู้ ท่านจะได้พิชิตทุกคนที่ท่านสู้ด้ว?และทำให้พวกเขาได้ไปสู่สันติสุข (The Christian Classics Ethereal Library, 2000)

ในเวลาต่อม?ระหว่างป??? 1095-1291 เกิดสงครามระหว่างศาสนิกชนของศาสนาคริสต์กับศาสนาอิสลา?เรียกว่า “สงครามครูเสด” สาเหตุของสงครามเนื่องมาจากผู้นับถือศาสนาอิสลาม (มุสลิม) ได้เข้ายึดครองกรุงเยรูซาเร็ม ซึ่งเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ที่คริสต์ศาสนิกชนเดินทางไปจาริกแสวงบุ?เมื่อเป็นเช่นนี้ทางฝ่ายผู้นับถือศาสนาคริสต์จึงได้ต่อต้านการรุกรานของพวกนอกศาสน?(ชาวคริสต์เรียกทุกคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ว่าพวกนอกศาสน? ทางฝ่ายของศาสนจักรแห่งกรุงโร?โดยพระสันตะปาปาอูบอง ที?2 (URBAN II : ??1042-1099) ได้ชี้ให้ชาวคริสต์เห็นถึงภัยจากการรุกรานของพวกมุสลิม และทรงสัญญาว่าจะยกบาปและหนี้สินให้แก่ทุกคนที่เข้าร่วมรบในสงครา?(จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลั? 2533: 318) จึงได้จัดเทศนาครั้งใหญ่ขึ้นเมื่อวันที่ 18-28 พฤศจิกาย???1095 ?วิหารแครมองต?ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส และประกาศให้สงครามครั้งนี้เป็น "สงครามตามปรารถนาของพระเจ้า" (God Wills It) หรือ “สงครามศักดิ์สิทธิ์” (Holy War) เพื่อต่อต้านมุสลิม และให้ยึดครองกรุงเยรูซาเร็มคืนจากมุสลิ?การเทศนาครั้งนั้นนับว่ามีส่วนกระตุ้นให้ชาวยุโรปผู้นับถือศาสนาคริสต์จำนวนมากเข้าร่วมร?ซึ่งเรียกว่าพวกครูเส?(Crusaders มาจากคำว่า Cross หรือไม้กางเข?อันเป็นสัญลักษณ์แทนชาวคริสต์) (วัชร?ฤทธาคน? 2544: 24-25)

ภายหลังการประกาศสงครามศักดิ์สิทธิ์ของพระสันตะปาปาอูบองที?2 สงครามครูเสดจึงได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่งการเริ่มต้นของสงครามครั้งนั้นก่อให้เกิดการต่อสู้ระหว่างผู้นับถือศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลา?โดยมีระยะเวลาในการต่อสู้ยาวนานถึ?196 ปี

ในช่วงปลายของสงครามครูเส?นักบุญโธมั?อไควนั?(Saint Thomas Aquinas: ??1224-1274) ได้เขียนหนังสือเรื่อ?“ซูมมะ ธิออ?ลอจิก้า” (Summa Theologica: เขียนขึ้นระหว่างปี ??1265-1275) โดยได้พัฒนาเนื้อหาบางตอนเกี่ยวกับสงครามที่เป็นธรรมที่ออกัสตินเสนอไว้ ตลอดจนอไควนัสได้เพิ่มเติมทรรศนะส่วนตัวเข้าไปด้วย ในงานเขียนชิ้นนี้อไควนัสได้แสดงทรรศนะว่าเพื่อให้การทำสงครามเป็นไปด้วยความชอบธรรม ต้องประกอบด้วยปัจจัยสำคัญสามประการ คื?

ประการที่หนึ่ง อำนาจของผู้ปกครอ?ผู้ซึ่งควบคุมสั่งการให้ดำเนินสงครา?เนื่องจากสงครามไม่ใช่หน้าที่ของบุคคลธรรมดาทั่วไปที่จะประกาศสงครา?เพราะเขาสามารถแสวงหาความชอบธรรมของเขาจากศาลยุติธรรมที่เขามีอำนาจอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น สงครามไม่ใช่หน้าที่ของบุคคลธรรมดาทั่วไปที่จะเรียกประชุมประชาชน ซึ่งเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในยามสงครา?และความเอาใจใส่เกี่ยวกับประโยชน์สุขของผู้คนในชาติถูกมอบให้กับบุคคลผู้ซึ่งมีอำนาจ มันเป็นหน้าที่ของเขาที่จะดูแลประโยชน์สุขของผู้คนในนค?ราชอาณาจัก?หรือจังหวัดที่ขึ้นกับพวกเข?และมันเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายสำหรับพวกเขาที่จะอาศัยดา?เพื่อปกป้องประโยชน์สุขของผู้คนในชาติจากภัยคุกคามภายใ?เมื่อพวกเขาลงโทษผู้กระทำชั่วดังคำกล่าวของผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ (Apostle) ที่ว่า “ผู้ครอบครองนั้น หาได้ถือดาบไว้เฉ??ไม?ท่านเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้?และจะเป็นผู้ลงพระราชอาญาแทนพระเจ้าแก่ทุกคนที่ประพฤติชั่ว?(โร? 13: 4) ดังนั้?ด้วยเหตุนี้มันเป็นหน้าที่ของพวกเขา ในการอาศัยดาบเพื่อใช้ในการปกป้องประโยชน์สุขของผู้คนในชาติจากศัตรูภายนอกเช่นกัน ดังนั้นจึงมีคำกล่าวถึงผู้ซึ่งมีอำนาจว่?“จงช่วยคนอ่อนเปลี้ยและคนขัดสนให้พ้?ช่วยกู้เขาจากมือของคนอธรรม?(พระธรรมสดุดี. 81: 4) และสำหรับเหตุผลนี้ออกัสตินได้กล่าวว่?“ธรรมชาติของการได้มาซึ่งความสงบในหมู่ผู้คนเป็นความจำเป็นที่อำนาจในการประกาศสงครา?และอำนาจในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับสงคราม ควรอยู่ในมือของผู้ที่มีอำนาจสูงสุด?

ประการที่สอง
ความมุ่งหมายที่ชอบธรรม กล่าวคือ ผู้ที่ถูกรุกรานสมควรจะถูกรุกรา?เพราะพวกเขาสมควรจะได้รับมันจากความผิดซึ่งพวกเขาได้ก่อขึ้?ดังคำกล่าวของออกัสตินที่ว่?“สงครามที่เป็นธรรมจำกัดความได้ว่าเป็นสงครามที่กระทำไปเพื่อลงโท?โดยก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติหรือเมืองใด ?ก็ตามที่ได้ละเลยที่จะลงโทษพลเมืองของตนที่กระทำความผิ?หรือละเลยที่จะคืนสิ่งที่ยึดเอาไปอย่างไม่เป็นธรรม?

ประการที่สาม
มันเป็นสิ่งจำเป็นว่าผู้เข้าร่วมสงครามควรจะมีเจตนาที่ชอบธรร?เพื่อที่ว่าพวกเขาจะสร้างเสริมสิ่งที่ดีงา?หรือหลีกเลี่ยงความชั่วร้าย ดังคำกล่าวของออกัสตินที่ว่?"ศาสนาที่แท้จริงถือว่าความสงบสุ?จะคงอยู่ตราบเท่าที่สงครามที่ดำเนินอยู่มิได้เกิดขึ้นเพื่อที่จะทำให้มีอำนาจมากขึ้น หรือมีความโหดร้ายทารุณ แต่เป็นไปด้วยเป้าหมายในการรักษาความสงบสุ?เพื่อลงโทษผู้กระทำชั่ว และเพื่อส่งเสริมความดีงา? แต่เป็นไปได้ว่าการประกาศสงครามโดยผู้มีอำนาจถูกต้องตามกฎหมายและ เพื่อความชอบธรรมอาจแฝงไว้ซึ่งความไม่ถูกต้อ?เนื่องจากเจตนาที่ชั่วร้า?ดังคำกล่าวของออกัสตินที่ว่?"อารมณ์ความรู้สึกที่ต้องการจะทำร้ายกั?ความกระหายที่จะแก้แค้น ความไม่สงบและฟุ้งซ่านของจิตวิญญา?ความชอบที่จะกบ?ความมีกิเลสในอำนาจ และลักษณะคล้าย ?สิ่งเหล่านี้สมควรจะถูกตำหนิในสงครา? (The Christian Classic Ethereal, 2001)

ดังนั้?การดำเนินสงครามที่ได้รับการถูกอนุญาตว่าชอบธรรม จะต้องคำนึงถึงความถูกต้องในการใช้ปัจจั?รวมถึงเงื่อนไขสามประการของสงครามที่เป็นธรร?คื?อำนาจที่ถูกต้องตามกฎหมาย (Lawful Authority) สาเหตุอันชอบธรรม (Just Cause) และวัตถุประสงค์ที่ถูกต้อ?(Right Intent) (Fagothey, A. 1963: 454)

ภายหลังจากยุคของออกัสตินและอไควนัสจนกระทั่งปัจจุบั?นักวิชาการและนักกฎหมาย เช่น ฟรานซิสโ?เด?วิคโทเรี?(Francisco de Victoria: 1548-1617), ฟรานซิสโ?ซัวเรส (Francisco Suarez: 1548-1617), ฮิวโก้ โกรติอุส (Hugo Grotius: 1583-1645), ซามูเอ?พิวเฟนดอ?(Samuel Pufendorf: 1548-1704), คริสเตีย?วอฟฟ?(Christian Wolff: 1679-1754) แล?เออเมอร์ริ?เด?แวทเทิ้ล (Emerich de Vattle: 1714-1767) ก็ได้ศึกษาแนวคิดสงครามที่เป็นธรรมในอดี?และได้สร้างทฤษฎีใหม่ ?ขึ้นมา โดยพยายามแบ่งแยกว่าสงครามที่เป็นธรรมนั้นมีองค์ประกอบอะไรบ้าง แต่อย่างไรก็ตา?ทฤษฎีสงครามที่เป็นธรรมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันล้วนแต่มีแนวคิดของออกัสตินและอไควนัสเป็นพื้นฐานทั้งสิ้น (The Internet Encyclopedia of Philosophy, 1998)

จากการศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีสงครามที่เป็นธรรมจา?The Internet Encyclopedia of Philosophy (1998) พบว่าตามหลักสากล ทฤษฎีสงครามที่เป็นธรรมประกอบด้วย 2 ส่วน (ซึ่งมีชื่อเรียกเป็นภาษาละติน) คื?Jus Ad Bellum แล?Jus In Bello กล่าวคือ

1. Jus Ad Bellum ("Right to [go to] war") คื?การคำนึงถึงความชอบธรรม ซึ่งต้องปฏิบัติก่อนที่จะมีการประกาศสงครา?ประกอบด้วยสาระสำคั?5 ประการ คื?/p>

1.1 สาเหตุอันชอบธรรมในการก่อเห?/strong>?(Just Cause) การที่จะประกาศสงครามได้นั้นต้องมีเหตุผลอันชอบธรร?เป็นต้นว่า การต่อสู้ป้องกันตัวจากการรุกรานของฝ่ายตรงข้ามที่ไม่เป็นธรร?คุ้มครองประชาชนผู้บริสุทธิ?ปกป้องสิทธิเสรีภาพและรัฐจากการถูกล่วงล้ำสิทธ?ตลอดจนเป็นการลงโทษผู้กระทำผิ?เป็นต้?

1.2 อำนาจที่ถูกต้องตามกฎหมาย (Lawful Authority) การตัดสินใจประกาศสงครามต้องเป็นไปโดยผู้ปกครองประเทศที่มีอำนาจเหมาะสม หรือผู้มีอำนาจสูงสุดของประเท?ตลอดจนองค์กรซึ่งเป็นที่ยอมรับของสากล โดยผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง และต้องประกาศให้สาธารณชน (รวมถึงพลเมืองของตนเองและของศัตรู) รับทราบด้ว?

1.3 จุดมุ่งหมายที่ชอบธรร?/strong> (Just Intent) คือความมุ่งมั่นในการทำสงครามเพื่อที่จะนำมาซึ่งสันติภาพ ไม่ใช่เป็นการทำสงครามเพื่อล้างแค้น หรือเพื่อเกียรติศักดิ์ของผู้ร่วมสงคราม

1.4 มาตรการสุดท้าย (Last Resort) ก่อนการประกาศสงครามต้องแน่ใจว่าประเทศนั้??ได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อขจัดข้อพิพาทระหว่างประเท?โดยเฉพาะการเจรจาทางการทูตเป็นสิ่งที่ต้องนำมาใช้เป็นอันดับต้น ?จนถึงที่สุดแล้?เมื่อไม่มีวิถีทางใดที่ดีไปกว่าการลงโทษผู้รุกรานจึงจะประกาศสงครามได?

1.5 ความหวังที่จะได้รับชัยชน?(Reasonable Hope of Success) จุดมุ่งหมายของการทำสงครามคือ ต้องทำสงครามจนได้ชัยชนะโดยเร็วที่สุด และหากทราบดีว่าผลของการสู้รบนั้นคือไม่สามารถไปสู่ความสำเร็จหรือเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ ก็ต้องหาทางสกัดกั้นหรือขจัดความรุนแร?เพราะหากฝืนสู้รบไปก็เป็นการไร้ประโยชน์และจะมีแต่ผลเสียติดตามมา

2. Jus In Bello ("[What is] right in war") คือการปฏิบัติประพฤติตนท่ามกลางภาวะสงคราม ประกอบด้วยสาระสำคั?2 ประการ คื?

2.1 การแยกแยะความแตกต่าง (Discrimination) กล่าวคือ ผู้ทำหน้าที่ในการรบต้องแยกระหว่างประชาชนที่บริสุทธิ์กับทหารของฝ่ายตรงข้า?หลีกเลี่ยงความรุนแรงที่โหดร้ายป่าเถื่อนและไม่เป็นธรร?อีกทั้งเชลยศึกต้องได้รับการปฏิบัติอย่างดีและมีเกียรต?ยกตัวอย่างในกรณีที่กลุ่มทหารรัฐบาลตาลีบันยอมจำนนมอบตัวแก่ทหารของกลุ่มพันธมิตรฝ่ายเหนือ ซึ่งในการนี้นักรบอาสาสมัครและชาวมุสลิมที่ไม่ใช่ชาวอัฟกัน ได้ถูกส่งตัวกลับประเทศบ้านเกิดด้วยเหตุผลทางด้านสิทธิมนุษยช?และป้องกันการกระทำที่ไม่ได้เป็นไปโดยอำนาจยุติธรร?(มติช? 26 ?? 44: 20.) นอกเหนือจากวิธีการปฏิบัติต่อเชลยศึกแล้?ทรัพย์สินของคู่สงครามต้องไม่ถูกทำลายให้ได้รับความเสียหายมากเกินความจำเป็นอีกด้วย

2.2 ความเป็นสัดส่ว?/strong> (Proportionality) หมายถึงความพอเหมาะพอดีในการใช้กำลังในสงครา?ซึ่งประเทศหนึ่??ควรจะใช้กำลังที่พอสมควรในการบรรลุถึงเป้าหมาย รวมถึงการตระหนักถึงเงื่อนไขในการใช้กำลังอาวุธเพียงเพื่อให้สงครามยุติลงเท่านั้น การใช้อาวุธร้ายแรงซึ่งมีอานุภาพทำลายล้างสู?ถือเป็นการใช้กำลังที่ไม่ได้สัดส่วน

ปัจจุบันแนวคิดสงครามที่เป็นธรรมเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และมีอิทธิพลต่อนักคิดและนักปรัชญาบางกลุ่มในอันที่จะแสวงหาข้อยุติเกี่ยวกับความชอบธรรมในการทำสงครา?ตลอดจนการสร้างเงื่อนไขบางประการเพื่อให้การทำสงครามเป็นที่ยอมรับได้ แต่อย่างไรก็ดี แนวคิดสงครามที่เป็นธรรมก็มิได้เป็นที่ยอมรับสำหรับกลุ่ม สันตินิย?(Pacifism) ซึ่งจะได้กล่าวถึงในลำดับต่อไ?

***

บรรณานุกรม

คณะกรรมการพระคัมภีร์คาทอลิกแห่งประเทศไทย. (2542). พระคัมภีร์ภาษาไท?ฉบับใหม่. กรุงเทพฯ.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลั? คณะอักษรศาสตร์. (2533). อารยธรรมสมัยโบรา?- สมัยกลาง. (พิมพ์ครั้งที?4). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลั?

ดวงเด่?นุเรมรัมย์ุ์. (2545). พุทธจริยศาสตร์กับแนวคิดเรื่องสงครามที่เป็นธรรม: กรณีศึกษาทรรศนะของนักวิชาการในบริบทสังคมไทยร่วมสมั?/strong>. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต, สาขาวิชาจริยศาสตร์ศึกษ?บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.

ทาลิบันแตกยั?อินเดี?ยุโรปผวานุ?/strong> (26 พฤศจิกาย?2544). มติช? หน้า 20.

วัชร?ฤทธาคน? พลอากาศตรี. (2544). สงคราม: ปรากฏการณ์ของมนุษยชาติ จากศิลาสู่นภานุภาพ. (ผู้แต่?. [เอกสารไม่ตีพิมพ์].

Fagothey, A. (1963). Right and Reason: Ethics in Theory and Practice. (3rd edition). California: The C.V. Mosby Company.

Hill, B. R., Knitter, P. and Madges, W. (1990). Faith, Religion, and Theology. (23rd Publications).

May, L. and Sharatt, S. C., Eds. (1994). Applied Ethics: A Multicultural Approach. Prentice-Hall Inc.

The Christian Classics Ethereal Library. (2000). St. Thomas Aquinas: The Summa Theologica. [Online]. Available: http://www.ccel.org/a/aquinas/summa/home.html [2000, October 11].

The Internet Encyclopedia of Philosophy. (1998). Just War Theory [Online]. Available: http://www.utm.edu/research/iep/j/justwar.htm [2000, October 13].

University of New Hampshire. (No Date). War-What is it Good For, [Online]. Available: http://pubpages.unh.edu/~wad/Course_Maternal/justwar.html [2001, June 5].

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 4:34 PM