โลกทัศน์ของเพลโต
 


เรียบเรียง : ดวงเด่?นุเรมรัมย์.


***

เพลโต้ (Plato) เป็นนักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งของกรีกและของโลก อีกทั้งเป็นบุคคลแรกของประวัติศาสตร์โลก ที่สร้างปรัชญาขึ้นมาอย่างมีระบ?มีความสมบูรณ?และมีขอบข่ายกว้างขวางครอบคลุมเรื่องต่า??ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะเพลโต้ได้นำเอาจุดเด่นของนักปรัชญากรีกที่สำคั??เช่น
- ใช้ความสงสัยของพวกโซฟิสท์มาอธิบายถึงสิ่งที่รับรู้ทางประสาทสัมผัส,
- ใช้ทฤษฎีปรมาณูของกลุ่มปรมาณูนิยมมาอธิบายถึงกำเนิดโลกและความไม่มีตัวตนของโลกวัตถุ,
- ใช้หลักอนิจจภาวะของเฮราคลีตุสมาอธิบายโลกผัสส?
- ใช้สัตหรือภวันต์ของกลุ่มอีเลียติกมาอธิบายโลกมโนภาพ,
- ใช้เรื่องจำนวนของกลุ่มไพธากอรัสมาอธิบายถึงระเบียบของแบบต่า??ในโลกมโนภา?เป็นต้?

มาผสมผสานกันเป็นรากฐานรองรับปรัชญาของต?เพราะฉะนั้นปรัชญาของเพลโต้จึงครอบคลุมปรัชญากรีกดังที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดได้เป็นอย่างด?/p>

 

อภิปรัชญาของเพลโต้

เพลโต้ถือว่าโลกมีอยู?2 โล?คื?โลกแห่งวัตถุ (Material World) ซึ่งเป็นโลกที่รู้ได้ทางประสาทสัมผั?คือทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย เหล่านี้ทำให้มนุษย์รู้รู?เสีย?กลิ่?รส และสัมผั?ซึ่งเพลโต้ถือว่าเป็นโลกแห่งผัสสะ (Sensible World) ซึ่งโลกแห่งวัตถุนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่เพียงชั่วครา?มีแล้วก็เปลี่ยนแปลงไปไม่คงที?(Subjective Reality) เป็นโลกแห่งมายาที่ไม่จริงแท้ ซึ่งเป็นโลกแห่งความไม่สมบูรณ?ส่วนโลกที่สมบูรณ์นั้?เพลโต้เชื่อว่าเป็นโลกแห่งสัจจะแท?(The Absolute Reality) ที่ไม่แปรปรว?เป็นโลกนิรันดร นั่นคือโลกแห่งแบ?(World Of Form Or Pattern) หรือโลกเหนือประสาทสัมผัส (Transcendental World) หรือโลกแห่งมโนภา?(World Of Idea) ทฤษฎีแห่งมโนภา?(Idea) หรือแบ?(forms) ของเพลโต้นับเป็นการค้นพบทางปรัชญาที่สำคัญยิ่งของเพลโต้เอ?ทฤษฎีนี้เสนอแก่นแท้หรือสาระของสรรพสิ่งต่างจากปฐมธาตุของปรัชญากรีกสมัยนั้?เพลโต้เสนอว่?แก่นแท้ของสรรพสิ่งเป็นมโนภาพที่ไม่กินเนื้อที?ไม่มีรูปร่าง คำสอนของเพลโต้ได้หักล้างปรัชญาของโซฟิสต์ ผู้สอนว่าไม่มีความรู้แท้จริงอันเป็นมาตรฐานสากล เพราะว่าสิ่งที่เรารับรู้เป็นสสารที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในข้อนี้เพลโต้แย้งว่?ความรู้ที่สมบูรณ์มีอยู่เพราะสิ่งที่เรารับรู้ไม่ใช่สสาร แต่เป็นมโนภาพที่เป็นอมตะและไม่เปลี่ยนแปล?มโนภาพ (Idea) คื?ทฤษฎีแห่งแบบ (Form) หรือความคิดรวบยอ?(concept) ที่มีต่อรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลา?เช่น คนที่มีมากมา?ซึ่งแต่ละคนมีรูปร่างหน้าตาผิวพรรณแตกต่างกันออกไป แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงเป็นคนอยู่นั่นเอ?ทั้งนี้เพราะแต่ละคนนั้นมีลักษณะร่วมกัน นั้นคือความเป็นค?หรือคนเมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องแก่เจ็บตายไปในที่สุ?แต่ความเป็นคนมิได้ตายตามไปด้วย ซึ่งความเป็นคนนี้เองที่เรียกว่?"แบ?

 

คุณลักษณะของมโนภาพ หรือแบ?/span> คื?

1. แบบเป็นสารัตถะ (Substance) ศัพท์คำนี้ตามความหมายทางปรัชญาแล้ว หมายถึงสภาวะที่สมบูรณ์โดยตัวเอ?อยู่เหนือปัจจัยปรุงแต่งทั้งหลา?ไม่ได้ถูกสิ่งใดทำให้เกิดขึ้น แต่ทว่าเป็นปัจจัยให้เกิดสิ่งอื่น ?เป็นต้นว่า ชาวคริสต์เชื่อว่าพระเจ้าทรงบังเกิดขึ้นเอ?โดยที่ไม่ทรงอาศัยสิ่งใ?

2. แบบเป็นสาก?(Universal) กล่าวคือ ไม่เจาะจงเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่?แบบของม้?ก็มิได้หมายถึงม้าตัวใด แต่หมายถึงม้าทั่วไ?นั่นคือความเป็นม้า

3. แบบเป็นความคิด มิใช่สิ่งของหรือวัตถ?สมมติว่าเป็นวัตถ?ก็จะต้องพบได้ในที่หนึ่งที่ใด และที่ว่าแบบเป็นความคิดนั้?ก็มิได้หมายความว่า แบบเป็นเพียงความคิดขึ้นมาเองเท่านั้น แต่ความคิดที่เป็นแบบจะต้องเป็นจริงโดยตัวของมันเอ?และมาจากโลกแห่งแบบ

4. แบบแต่ละอย่างเป็นเอกลักษณ์ กล่าวคือ มีเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางสิ่งที่มาร่วมแบบมากมา?เป็นต้นว่า แบบของคนมีเพียงหนึ่งเดีย?ทั้ง ?ที่มีคนเป็นจำนวนมา?และก็ไม่มีแบบมากไปกว่าหนึ่?

5. แบบไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือแตกสลา?เนื่องจากสิ่งสวยงามทั้งหลายนั้นล้วนแต่เกิดขึ้นมาแล้วแตกสลายไ?แต่ความงามจะไม่สลายลงไ?คงอยู่เป็นนิรันดร์ และไม่ผันแปร เช่น แบบของคน จะคงที่อยู่อย่างนี้นิรันดร ไม่สั่นคลอนด้วยการเกิดแก่เจ็บตายไปตามตัวบุคค?

6. แบบอยู่เหนือกาละและเทศ?เพราะถ้าแบบอยู่ในกาละก็จะต้องเปลี่ยนแปลงและสูญสลาย แต่ถ้าแบบอยู่ในเทศ?ก็อาจพบได้ในที่ใดที่หนึ่งด้วยสายตา

7. แบบเป็นเหตุผ?กล่าวคือ จะรู้ได้โดยเหตุผ?หรือปัญญ?(Wisdom) เท่านั้น เช่น ความดี ความจริง เป็นต้?ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถรู้ได้ด้วยประสาทสัมผั?แต่จะรู้ได้ด้วยทางปัญญ?

เนื่องจากเพลโต้เชื่อว่าโลกแห่งวัตถุนั้นเป็นเพียงเง?หรือภาพสะท้อ?หรือลอกแบบมาจากมโนภาพในอีกทอดหนึ่ง เพราะฉะนั้นเพลโต้จึงถือว่าโลกแห่งมโนภาพหรือโลกแห่งแบ?เป็นโลกที่สำคัญที่สุ?และสมบูรณ์ที่สุด ที่มิได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของความเปลี่ยนแปล?อันเป็นบ่อเกิดแห่งรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลา?แต่ถึงอย่างไรโลกแห่งวัตถุก็ยังคงเป็นโลกแห่งความเป็นจริงอยู่บ้า?มิได้มีเพียงแต่ความเท็จเท่านั้?เหตุที่ว่ามีความจริงอยู่ด้วยนั้นเพราะโลกแห่งวัตถุมิได้เกิดขึ้นเอ?แต่เกิดขึ้นได้เพราะมีโลกแห่งแบบเป็นต้นกำเนิด กล่าวคือ ทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลกล้วนแต่ลอกแบบมาจากแม่แบบในโลกแห่งมโนภาพทั้งนั้น ดังนั้นจึงมีรูปร่างต่างกัน มีคุณภาพต่างกั?เพราะต่างมีแม่แบบที่ต่างกั?ถ้าไม่มีแบบในโลกแห่งมโนภาพแล้วก็จะไม่มีสิ่งใ??ในโลกได้เล?ดังคนกับเง?ถ้าไม่มีคน เงาของคนก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นโลกแห่งวัตถุจึงเป็นโลกที่มีความจริงเพียงครึ่งหนึ่?ส่วนสมรรถภาพในการลอกแบบของสิ่งต่าง ?ในโลกนี้ก็ล้วนแตกต่างกันไป บางครั้งก็ลอกแบบได้ใกล้เคียงกับแม่แบ?บางอย่างก็ลอกแบบได้ไม่ใกล้เคีย?ดังนั้นอะไรที่ลอกแบบได้ใกล้เคียงกับแม่แบบมากเท่าใด ก็ย่อมสวยงามมากขึ้นเท่านั้?ในทางตรงกันข้ามถ้าสิ่งใดลอกแบบได้ห่างไกลแม่แบบมากเท่าใ?ก็จะไม่สมบูรณ์มากเท่านั้?/p>

 

นิทานเปรียบเทียบ

โดยทั่วไ?คนเราเชื่อว่าการรับรู้ที่เกิดจากประสาทสัมผัสหรือจิตเป็นบ่อเกิดของความรู้ ภาพที่เราเห็?เสียงที่เราได้ยิ?เป็นของจริงแท้โดยไม่ต้องสงสั?คำสอนของ เพลโต้จึงอาจสวนทางกับความเชื่อของคนทั่วไปในสมัยกรีกโบราณ เพื่ออธิบายทฤษฎีความรู้ของเพลโต้ให้แจ่มชัด เพลโต้จึงผูกนิทานเรื่อ?"ถ้? (The Cave) ขึ้น นิทานเรื่องนี้มีอยู่ว่?คนหลายคนถูกกักขังอยู่ภายในถ้ำแห่งหนึ่งมาตั้งแต่วัยเด็ก พวกเขาถูกบังคับให้นั่งหันหน้าเข้าหาผนังถ้ำด้านในสุ?ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับปากถ้?คนเหล่านั้นนั่งหันหลังให้กับปากถ้าตลอดเวลา พวกเขาต้องนั่งเป็นรูปปั้นเพราะถูกล่ามโซ่ที่ขาและใส่ขื่อคาที่คอ จึงไม่สามารถแม้จะเหลียวมองเพื่อนนักโทษที่นั่งอยู่ข้า??พวกเขานั่งประจันหน้าผนังถ้ำเหมือนผู้ชมหันหน้าเข้าหาจอภาพยนตร?บริเวณด้านหลังนักโทษเหล่านั้?มียกพื้นลาดสูงขึ้นไปจนถึงปากถ้ำที่มีแสงสว่างจากโลกภายนอกสาดเข้ามารำไ?ใกล้กับปากถ้ำมีกองไฟลุกโชนอยู่ แสงไฟแผ่ออกไปจับที่ผนังถ้าด้านหน้านักโทษ และในบริเวณระหว่างด้านหลังนักโทษกับกองไฟ มีคนอีกกลุ่มหนึ่งเดินไปมาขวักไขว?ในมือคนเหล่านั้นมีภาชนะรูปปั้นและหุ่นจำลองของสัตว์ต่าง ?เงาของคนที่เดินและสิ่งของในมือที่ไปทาบอยู่ที่ผนังถ้ำด้านหน้านักโทษทั้งหลาย พวกนักโทษเห็นเพียงเงาที่ผนังถ้?แต่ไม่อาจเหลียวมองดูที่มาของเง?เนื่องจากนักโทษเห็นเงาเหล่านั้นมาตั้งแต่วัยเด็?พวกเขาจึงไม่ได้คิดว่าภาพที่เห็นเป็นแค่เง?พวกเขาถือว่าสิ่งที่เห็นเป็นจริงในตัวเอ?และเมื่อคนที่เดินอยู่ด้านหลังพูดคุยกัน นักโทษก็คิดว่าเป็นเสียงที่เปล่งออกมาจากภาพที่ผนังถ้ำ ถ้านักโทษคนหนึ่งถูกปลดปล่อยจากพันธนากา?เขาสามารถหันกลับไปด้านหลัง และมองเห็นกลุ่มคนอันเป็นที่มาของเงาบนผนังถ้ำ เขาประหลาดใจมากที่พบว่?คนเหล่านั้นกับเงาที่ผนังถ้ำเคลื่อนไหวไปมาพร้อมกั?เขาจะสรุปตามความเคยชินว่?สิ่งที่เขาค้นพบใหม่เป็นภาพลวงต?สิ่งที่ปรากฏอยู่บนผนังถ้ำต่างหากที่เป็นของจริง ต่อเมื่อคนอื่นมาอธิบายชี้แจงจึงเข้าใจว่า ตัวเองได้หลงผิดอยู่นานที่เคยเชื่อว่าเงาบนผนังถ้าคือของจริง เขาเดินออกจากถ้ำไปสู่โลกภายนอก ได้เห็นค?สัตว?สิ่งขอ?และพระอาทิตย?เขาได้รู้จักโลกดีกว่าแต่ก่อน แล้วหวนนึกถึงเพื่อนนักโทษผู้ยังติดอยู่ในถ้?เขาจึงกลับเข้าถ้ำไปหาคนเหล่านั้น แล้วพยายามชี้แจงแก่พวกชาวถ้ำว่าภาพที่พวกเขากำลังเห็นอยู่บนผนังถ้ำเป็นเพียงเง?จึงไม่ใช่ของจริงอย่างที่เขาเชื่อกันในสังคมชาวถ้ำ แต่เพื่อนนักโทษจะไม่ฟังคำพูดของเขา แล้วเพื่อนนักโทษกลับชี้ไปยังผนังถ้ำและบอกว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นบนผนังถ้ำทั้งหมดเป็นความจริ?ทั้งยังคิดว่าเขาเสียสติไปแล้?ท้ายที่สุดนักโทษเหล่านั้นก็ฆ่าเข?นิทานของเพลโต้เรื่องนี้สอนให้รู้ว่?คนส่วนมากก็เหมือนชาวถ้ำที่หลงนิยมชมชื่นอยู่กับ "เง? วัสดุสิ่งของที่เราพบเห็นอยู่ในชีวิตประจำวันเป็นเพียงสิ่งจำลองมาจากของจริงต้นฉบับ สิ่งที่เป็นแม่แบบหรือต้นฉบับนั้นได้แก่ "แบ? (Forms) หรือ "มโนภาพ" (Ideas) จากนิทานที่เล่าม?เงามีความเป็นจริงน้อยกว่าของจริงเบื้องหลังนักโทษฉันใ?สิ่งเฉพาะที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวันมีความเป็นจริงน้อยกว่าแบบหรือมโนภาพฉันนั้น ทั้งนี้เพราะสิ่งเฉพาะเป็นสิ่งจำลองของมโนภา?การรับรู้ที่เกิดจากประสาทสัมผัสหรือจิต ซึ่งเป็นกระบวนการรับรู้โดยตรงที่ไม่ผ่านกระบวนการคิ?(สัญชาน) นั้น ให้เพียงแต่ความรู้เกี่ยวกั?สิ่งเฉพาะแต่ไม่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับมโนภาพแก่เร?/p>

***

หนังสืออ้างอิง

กอร์เดอร? โยสไตน? โลกของโซฟี : เส้นทางจินตนาการสู่ประวัติศาสตร์ปรัชญา แปลจาก Sophie's World, โดยสายพิ?ศุพุทธมงคล. พิมพ์ครั้งที?2. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์คบไฟ, 2540.

พระราชวรมุนี (ประยูร ธมมจิตโต). ปรัชญากรีก : บ่อเกิดภูมิปัญญาตะวันต?/strong>. พิมพ์ครั้งที?3. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ศยาม, 2540.

ฟื้น ดอกบัว. ปวงปรัชญากรี?/strong>. พิมพ์ครั้งที?1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2532.

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 4:56 PM