ปรินิพพา?
 


***

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว?เป็นระยะเวลา ๔๕ พรรษ?พระองค์มีพระชนมายุได?๘๐ พรรษ?ระหว่างพรรษาทรงอาพาธหนัก แต่พระพุทธเจ้าทรงมีพระสติสัมปชัญญะ ทรงอดกลั้น และมิได้ทรงกระวนกระวายต่อพระอากา?ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีพระดำริว่?การที่ไม่บอกกล่าวแก่ผู้เป็นอุปัฏฐา?ไม่บอกลาภิกษุสงฆ?แล้วปรินิพพานนั้?เป็นการไม่สมคว?ดังนั้?จึงทรงข่มพระอาการอาพาธให้ถอยไปด้วย ซึ่งพระอาการอาพาธของพระพุทธเจ้าก็สงบลง และอธิษฐานให้มีพระชนม์อยู่ต่อไ?

เช้าวันหนึ่ง หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากบิณฑบาตที่เมืองเวสาล?ทรงเสด็จพร้อมด้วยพระอานนท์ไปประทับที่ร่มไม้แห่งหนึ่งในปาวาลเจดีย?พระพุทธเจ้าทรงแสดง “โอภาสนิมิต” ซึ่งโอภาสนิมิตคือการบอกใบ้ให้พระอานนท์กราบทูลขออาราธนาให้พระพุทธเจ้าทรงมีอายุยืนยาวได้อีกระยะหนึ่ง เนื่องจากพระชนมายุของพระพุทธเจ้าจะสิ้นสุดลงในปีดังกล่าวนี้ ดังนั้?พระองค์จึงทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า “อิทธิบาทสี่ ถ้าผู้ใดได้บำเพ็ญเต็มเปี่ยมแล้?สามารถจะต่ออายุให้ยืนยาวไปได้อีกกำหนดระยะเวลาหนึ่ง ตถาคตได้บำเพ็ญเต็มเปี่ยมแล้ว สามารถจะต่ออายุให้ยืนยาวไปได้อีกกำหนดระยะเวลาหนึ่ง?

แต่พระอานนท์ไม่รู้ความหมาย จึงไม่ได้กราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าว่?“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงดำรงอยู่ตลอดกัปเถิ?ขอพระสุคตเจ้าจงดำรงอยู่ตลอดกัปเถิด เพื่อเกื้อกูลแก่ชนจำนวนมาก เพื่อความสุขแก่ชนจำนวนมา?เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” ทั้งที่พระพุทธเจ้าทรงบอกใบ้ให้ถึ??หน คล้ายกับว่ามีมารมาสิงพระอานนท์เอาไว้ จึงไม่อาราธนาให้พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนม์อยู่ต่อไป

เมื่อพระอานนท์ไม่อาจรู้ความที่พระพุทธเจ้าแสดงเป็นนัยได?พระพุทธเจ้าจึงตรัสบอกให้พระอานนท์ไปนั่งอยู่ที่ต้นไม้อีกแห่งหนึ่ง จากนั้นพระยามารได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้?กราบทูลให้พระองค์เสด็จปรินิพพา?ซึ่งพระองค์ทรงตรัสรับคำว่า นับจากนี้ไปอีก ?เดือ?(กลางเดือนห? พระองค์จะปรินิพพาน เหตุการ์คราวนั้นถือว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขา?ซึ่งวันนั้นเป็นวันเพ็ญเดือ??

วันเวลาผ่านไ?จนใกล้ถึงกำหนดซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงปลงอายุสังขาร พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จำนวนมากเสด็จพระพุทธดำเนินถึงเมืองปาวานคร ทรงประทับอยู่ที่สวนมะม่วงของนายจุนทกัมมารบุต?ผู้เป็นบุตรของนายช่างทอง ฝ่ายนายจุนทได้ยินข่าวพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงเมืองปาวาแล้?และบัดนี้ประทับอยู่ที่สวนมะม่วงของตน จึงไปยังที่เฝ้?พระพุทธเจ้าตรัสพระธรรมให้นายจุนทเห็นในทางกรรมและวิบา?ให้ถือเอาในกุศลจริยา ให้กล้าหาญรื่นเริงในธรรมจริยาสัมมาปฏิบัต?จากนั้นนายจุนทได้กราบทูลว่?เช้าวันพรุ่งนี้ขอนิมนต์พระพุทธเจ้า และภิกษุสงฆ์มารับภัตตาหารที่ตนจัดไว้ให?

เช้าวันรุ่งขึ้?พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จเข้าไปยังบ้านของนายจุน?และประทับนั่งบนอาสนะที่ได้จัดถวา?พระพุทธเจ้าตรัสกับนายจุนทว่า ท่านจงถวายสูกรมัททวะที่ท่านตระเตรียมไว้แก่เร?และถวายอาหารภิกษุสงฆ์ทั้งหลายด้วยของเคี้ยวของฉันอย่างที่ได้อื่นเตรียมไว้ ซึ่งนายจุนทก็รับไปปฏิบัต?จากนั้นพระพุทธเจ้ารับสั่งให้นายจุนทนำสูกรมัททวะที่เหลือไปฝัง เพราะทรงพิจารณาเห็นว่าไม่มีผู้ใดที่บริโภคอาหารชนิดนี้แล้วจะย่อยได้ อีกทั้งจะเกิดอันตรายแก่ผู้ที่บริโภคสิ่งนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าเสวยสูกรมัททวะแล้ว ได้ทรงทำอนุโมทนาให้นายจุนทจนเกิดความปราโมทย์

ภายหลังจากเสวยอาหารของนายจุนทะแล้วพระพุทธเจ้าทรงอาพาธอย่างหนัก แต่ยังทรงรับสั่งกับพระอานนท์ว่าจะไปกรุงกุสินาร?ระหว่างเดินทางพระพุทธเจ้าเสด็จไปพักเหนื่อยยังโคนต้นไม้ แล้วตรัสให้พระอานนนท์ช่วยปูผ้าสังฆาฏิพับเป็น ?ชั้น เพื่อใช้เป็นที่ประทับนั่?จากนั้นจึงตรัสให้พระอานนท์นำน้ำมาให้ดื่ม แต่พระอานนท์กราบทูลว่า เมื่อสักครู่มีเกวียนจำนวนมากข้ามไป ทำให้แม่น้ำซึ่งมีน้ำน้อยและตื้นเขินขุ่?และได้ขอทูลให้พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังแม่น้ำกกุธานท?ซึ่งมีน้ำใสสะอาดจะได้เสวยและสรงน้ำ แต่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสั่งพระอานนท์ถึงสามครั้?พระอานนท์จึงได้ถือบาตรไปตักน้ำในแม่น้ำดังกล่าว เมื่อท่านพระอานนท์เข้าไปใกล้ ก็พบว่าน้ำที่ขุ่นเพราะล้อเกวียนข้ามผ่านไปกลับใสสะอาด เป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่ง จากนั้นพระอานนท์จึงนำน้ำนั้นมาถวายพระพุทธเจ้?

ในระหว่างทางทรงแวะพักใต้ร่มไม้แล้วตรัสบอกพระอานนท์ว่?ถ้าจะมีผู้สงสัยหรือติเตียนนายจุนทว่า พระพุทธเจ้าเสวยบิณฑบาตของนายจุนทเป็นปัจฉิมบิณฑบา?แล้วปรินิพพา?จะทำให้นายจุนทเดือดร้อนไปด้ว?ฉะนั้นจงเปลื้องข้อสงสัยของนายจุนทว่า บิณฑบาตสองประการ คื?บิณฑบาตอัน นางสุชาดาถวายพระองค์เมื่อเสวยแล้วตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้?และบิณฑบาตอันนายจุนทถวายพระองค์เสวยแล้วปรินิพพาน มีอานิสงส์มากเสมอกัน เพราะเสมอกันโดยการปรินิพพา?กล่าวคือ พระพุทธเจ้าเสวยบิณฑบาตที่นางสุชาดาถวายแล้วเสด็จปรินิพพานด้วยอุปาทิเสสนิพพานธาต?และเสวยบิณฑบาตที่นายจุนทถวายแล้วเสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ดังนั้นจึงรวมความว่ามีผลเสมอกันโดยการปรินิพพาน

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำหิรัญวด?เข้าสู่ป่าสาละวั?ของมัลลกษัตริย์แห่งนครกุสินารา จึงได้รับสั่งให้พระอานนท์ปูลาดอาสนะล??ที่นั้นระหว่างต้นไม้สาละคู่หนึ่ง ให้หันพระเศียรไปทางทิศเหนื?แล้วประทับสีหไสย?(เปรีบเทียบว่านอนเหมือนราชสีห? โดยตะแคงไปทางด้านขวา แล้วทรงแสดงธรรมแนะนำวิธีปฏิบัติต่า??แก่พระภิกษุสงฆ์อยู่ตลอดเวล?ซึ่งพระโอวาทบทหนึ่งที่ทรงแสดงคือ “ธรรมก็ดีวินัยก็ดีอันใดอันเราแสดงแล้?ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้นจักเป็นศาสดาแห่งพวกเธ?โดยกาลล่วงไปแห่งเรา”

นอกจากนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสสั่งเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติกับพระสรีระของพระองค์ภายหลังจากปรินิพพานว่า ให้ปฏิบัติเหมือนที่เขาปฏิบัติในพระสรีระของพระมหากษัตริย์ จากนั้นจึงเชิญลงในรางเหล็กที่เต็มไปด้วยน้ำมั?แล้วครอบด้วยรางเหล็กอื่น ส่วนเชิงตะกอนที่เผาพระศพให้ทำด้วยไม้หอ?จากนั้นจึงถวายพระเพลิงพระสรีระของพระองค์ หลังจากนั้นให้สร้างพระสถูปไว้ในทางใหญ่ ?แพร่?เพื่อให้คนทั่วไปได้บูช?เพราะการปฏิบัติเช่นนี้จะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ชนเหล่านั้นตลอดกาลนาน

ในคืนวันที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพานนั้น มีปริพาช?(นักบวชนอกพระพุทธศาสน? ผู้หนึ่งชื่อ “สุภัททะ?มาขอเข้าเฝ้า แต่พระอานนท์เห็นพระพุทธองค์ทรงอาพาธหนั?จึงได้ห้ามไว?แต่สุภัททะก็อ้อนวอนจะขอเข้าเฝ้าให้ได?เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงประทานโอกาสให้สุภัททะเข้าเฝ้าถามปัญหาต่า??พระองค์ทรงแก้ไขปัญหา และเทศนาธรรมกถาให้ฟังจนเป็นที่เข้าใจ สุภัททะได้ความเลื่อมใสทูลขออุปสมบท โดยพระพุทธเจ้าได้ทรงให้พระอานนท์เป็นพระอุปัชฌาย์ และเมื่อสุภัททะอุปสมบทแล้วได้พยายามเจริญวิปัสสนาจนได้บรรลุพระอรหัตผล จึงนับได้ว่าสุภัททะเป็นพระสาวกองค์สุดท้ายของพระพุทธเจ้?

ต่อจากนั้นพระบรมศาสดาได้ประทานปัจฉิมโอวาทว่า “หันทะทานิ ภิกขะเ?อามันตะยาม?โว วะยะธัมม?สังขาร?อัปปะมาเทน?สัมปาเทถะ” แปลว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมด?พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” ซึ่งปัจฉิมโอวาทนี้เป็นการสรุปพระโอวาททั้งปวงที่ประทานมาตลอ?๔๕ พรรษ?ว่าคือ “ความไม่ประมาท?อย่างเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นพระพุทธองค์ก็ ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน

เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานท่านพระอนุรุทธะได้สั่งให้พระอานนท?เข้าไปในเมืองกุสินาร?เพื่อแจ้งข่าวการปรินิพพานแก่กษัตริย์มัลล?แห่ง เมือ?กุสินาราว่?เมื่อยามเช้าพระอานนท์จึงถือบาตรและจีวรเข้าไปยังเมืองดังกล่าว ตามลำพัง เมื่อบรรดากษัตริย์ทรงทราบความก็เสียพระทัยอย่างมา?และได้รับสั่งให้บริวารเตรียมผ้?เครื่องหอม และเครื่องดนตรีไปยังสถานที่ที่ทรงเสด็จปรินิพพา?

เมื่อเหล่ากษัตริย์เสด็จเข้าถึงพระสรีระของพระพุทธเจ้าก็ได้สักการะ เคารพบูชาพระสรีระด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อ?ประโคมดนตร?ตลอดจนของหอม ดอกไม้ จนเวลาหมดไปหนึ่งวั?ดังนั้?เหล่ากษัตริย์มีพระดำริว่าการถวายพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธเจ้าในวันนี้หมดเวลาเสียแล้?พรุ่งนี้พวกเราจะถวายพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธเจ้า แต่ในวันที?????แล??เหล่ากษัตริย์ก็ได้ทำการสักการะจนเวลาล่วงเลยเข้าสู่วันที่ ?เหล่ามัลลกษัตริย?พร้อมทั้งชาวเมืองได้อัญเชิญพระบรมศพมาประดิษฐาน ?มกุฎพันธนเจดีย?กรุงกุสินารา

ในวันนั้นพระมหากัสสป?พร้อมภิกษุสงฆ์คณะใหญ่ประมา?๕๐?รู?เดินทางมาจากเมืองปาว?เพื่อไปยังเมืองกุสินาร?ได้ทราบข่าวจากอาชีวกะผู้หนึ่งระหว่างทางว่า พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ ?วันแล้?บรรดาภิกษุที่ยังไม่บรรลุธรรมก็พากันร้องไห้คร่ำครวญ ล้มลงกลิ้งเกลือก แล้วรำพันว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานเร็วนัก ส่วนพวกภิกษุที่ปราศจากราคะแล้ว มีสติสัมปชัญญะอดกลั้?และพึงระลึกว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ย?

ในที่ประชุมสงฆ์แห่งนั้?มีพระภิกษุชรารูปหนึ่งนามว่?“สุภัททะ?ซึ่งเป็นพระที่บวชเมื่อแก?ได้เที่ยวห้ามปรามมิให้ภิกษุทั้งหลายร้องไห้เศร้าโศก แล้วชี้ให้เห็นว่าเมื่อมีพระชนม์อยู่พระองค์ชอบสั่งสอนสาวกถึงสิ่งควรทำ ไม่ควรทำ บัดนี้พระองค์ได้สิ้นไปแล้ว เราจะทำสิ่งใดก็ได้ตามความพอใ?และไม่ต้องเกรงบัญชาของผู้ใ?แต่พระมหากัสสปะกล่าวเตือนภิกษุทั้งหลายว่?ท่านทั้งหลาย อย่าเศร้าโศกร่ำไรไปเลย เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสอนไว้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่?ความเป็นต่าง ?ความพลัดพรากนั้นเป็นสิ่งที่ต้องม?อนึ่?การแสดงออกของพระสุภัทท?ทำให้พระมหากัสสปะได้ถือเป็นเหตุสำคัญในการกระทำสังคายนาพระธรรมวินัยเป็นครั้งแรก

ในเวลานั้น สมัยนั้น กษัตริย์มัลล??องค์ จะติดไฟเชิงตะกอนเพื่อเผาพระสรีระของพระพุทธเจ้า แต่ปรากฏว่าไฟไม่ติ?จึงได้ไปเรียนถามพระอนุรุทธะว่า อะไรเป็นสาเหตุ ซึ่งพระอนุรุทธะกล่าวว่?พวกเทวดามีความประสงค์ให้พระมหากัสสปะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐?รู?ที่เดินทางไกลจากเมืองปาวามาถึงมืองกุสินาราเสียก่อน ดังนั้นเชิงตะกอนของพระพุทธเจ้าจะยังจุดไฟไม่ติด จนกว่าพระมหากัสสปะจะถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยมือของท่านเอง

ฝ่ายพระมหากัสสปะ พร้อมด้วยพระสาวกได้เดินทางมาถึงมกุฎพันธนเจดีย์ เมื่อไปถึงได้ประนมมื?แล้วเดินเวียนรอบ พระศ??รอ?จากนั้?จึงก้มลงกราบถวายบังค?จากนั้นไ?ก็ได้ลุกขึ้นติดพระศพเอ?ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นไปโดยอานุภาพของเทวด?ซึ่งวันนั้นตรงกับวันแร??ค่?เดือ??เมื่อพระสรีระของพระพุทธเจ้าถูกเพลิงไหม้แล้?ท่อน้ำก็ไหลหลั่งมาจากอากาศ มาจากต้นสาละดับเชิงตะกอนที่เผาพระศ?และพวกกษัตริย์มัลละก็ได้ดับเชิงตะกอนด้วยน้ำหอม จากนั้นจึงได้เก็บพระบรมธาต?โดยอัญเชิญเข้าสู่สันฐาคารศาล?กรุงกุสินานร เพื่อกระทำการบูชาสมโภชน์อีกเจ็ดวัน โดยจัดให้มีดุริยางค์ดนตรีประโคมตลอดเวลาเจ็ดวัน

ภายหลังจากการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้?กษัตริย์และผู้ครองแคว้นต่า??รว??แคว้?ได้แก่ (?) พระเจ้าอชาตศัตรู เมืองมคธ (?) กษัตริย์ลิจฉวี เมืองเวสาล?(?) กษัตริย์ศากย?เมืองกบิลพัสดุ?(?) กษัตริย์ถูลี เมืองอัลกัปป?(?) กษัตริย์โกลิยะ เมืองรามคา?(?) มหาพราหมณ์ เมืองเวฏฐทีปกะ แล?(?) กษัตริย์มัลล?เมืองปาว?ได้ส่งทูตมาขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ ตอนแรกพวกเจ้ามัลละ แห่งนครกุสินาร?ไม่ยอมแบ่งให?โดยแจ้งว่าพระบรมศาสดาได้เสด็จมาปรินิพพาน ?ที่นี้ จนเกือบจะเป็นชนวนให้เกิดสงครามระหว่างพวกเจ้ามัลละกับกษัตริย์และพราหมณ์ทั้ง ?แคว้?ที่มาขอส่วนแบ่?

แต่เหตุการณ์ความขัดแย้งก็ระงับลงได้โดยมีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อ “โทณะ” เข้ามาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างกษัตริย์และพราหมณ์เหล่านั้น โดยให้สติว่าการใช้กำลังกันอันเนื่องมาจากการเสด็จปรินิพพานของพระบรมศาสด?เป็นเรื่องที่ไม่สมคว?และขอให้แบ่ง พระบรมธาตุออกเป็นแปดส่วนเท่า ?กั?เพื่อแบ่งให้นครต่า??นำไปสักการะบูชาสืบต่อไ?

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 9:37 PM