อดีตชาติของพระพุทธเจ้า
 


***

ย้อนกลับไปในอดีตชาติของพระสมณะโคตม?(เจ้าชายสิทธัตถ? ก่อนที่จะมาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้านั้น ได้ทรงบำเพ็ญบารมีอยู่ในอดีตชาต?เรียกว่า “พระโพธิสัตว์” (แปลว่า ท่านผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้? ซึ่งอดีตชาติของพระพุทธเจ้านั้นมีมากมาย

ในอดีตชาติหนึ่งพระโพธิสัตว์ของเราเกิดเป็?“สุเมธดาบส?และได้พบพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่?มีพระนามว่?“พระพุทธทีปังกร” (พระพุทธเจ้าองค์ที่ ? ดังนั้?สุเมธดาบสจึงตั้งความปรารถนาไว้ว่?ขอให้ได้เป็นพระพุทธเจ้าเช่นพระองค์ท่าน

มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าทีปังกรเสด็จผ่านทางที่เป็นเลนตม หลุมบ่?สุเมธดาบสก็ได้ทอดตัวลงนอ?ถวายหลังให้เป็นทางเสด็?เมื่อพระพุทธเจ้าทีปังกรเสด็จถึ?สุเมธดาบสก็ได้รับการตรัสพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าทีปังกรว่?“ดาบสนี้ทำอภินิหารปรารถน?เพื่อเป็นพระพุทธ?ความปรารถนาของดาบสนี้จักสำเร็จในอนาคตเบื้องหน้าโน้น”ซึ่งเมื่อสุเมธดาบสได้รับพุทธพยากรณ์แล้?ก็ได้ชื่อว่าเป็น “โพธิสัตว์?นับแต่นั้นมา

ในพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาได้อธิบายไว้ว่า ความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จะสำเร็จเพราะผู้ตั้งความปรารถนาประกอบด้ว?“ธรรมสโมธา??ประการ?ได้แก่

? เป็นมนุษย์

? เป็นบุรุษเพศสมบูรณ?(สตรี หรือกระเทยเป็นไม่ได้)

? มีเหตุสมบูรณ?คื?มีนิสัยบารมี พร้อมทั้งการปฏิบัติประมวลกัน เป็นเหตุที่จะให้บรรลุพระอรหันต์ในอัตภาพนั้นได้แล้ว แต่เพราะปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า จึงยังไม่สำเร็จก่อ?

? ได้เห็นพระศาสด?คื?ได้เกิดทัน ตลอดจนได้เข้าเฝ้?และได้ทำความดีถวายพระพุทธเจ้?พระองค์ใดพระองค์หนึ่?

? บรรพชา คื?ถือบวชเป็นนักบวช เช่น ฤษ?ดาบส (ต้องเป็นบรรพชิ?ไม่ใช่เป็นคฤหัสถ?)

? ถึงพร้อมด้วยคุ?คื?ได้อภิญญ??สมาบัต??หมายถึ?การได้สมาธิจิตอย่างสูง จนจิตบังเกิด ความรู?ความเห็น อย่างมีต?มีหู รับรู้เห็นเกินมนุษย์สามั?ที่เรียกว่?ตาทิพย?หูทิพย?

? ถึงพร้อมด้วยอธิการ คื?การกระทำอันดียิ่?จนถึงอาจบริจาคชีวิตของตนเพื่อพระพุทธเจ้าได?

? มีฉันท?คื?มีความพอใจในการเป็นพระพุทธเจ้าอย่างแรงกล้า มีอุตสาห?พยายามยิ่งใหญ่ จนเปรียบเหมือนว่ายอมแบกโลกทั้งโล?เพื่อนำไปสู่แดนเกษมได้ หรือเปรียบเหมือนว่ายอมเหยียบย่ำโลกทั้งโลกที่เต็มไปด้วยขวากหนาม หอกดาบ และถ่านเพลิงไปได?

นับตั้งแต่ได้รับพยากรณ์จากพระทีปังกรพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ก็ได้บำเพ็?“พุทธการธรรม ๑๐ ประการ?ซึ่งพุทธการธรร?๑๐ ประการนี้เรียกว่?“บารมี?แปลว่า “อย่างยิ่ง?(หมายถึงว่า เต็มบริบูรณ์ บำเพ็ญจนเต็มบริบูรณ์ เมื่อใดก็สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าเมื่อนั้? โดยบำเพ็ญมาตลอดระยะเวล??อสงไขย แสนกัปป์ จึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที?๒๘ พระนามว่?“พระโคดม หรือโคตมะ” ซึ่งการบำเพ็ญพุทธการธรรม ๑๐ ประการ ได้แก่

? บำเพ็ญทา?สละบริจาคสิ่งทั้งปวงจนถึงร่างกาย และชีวิตให้ได้หมดสิ้?เหมือนอย่างเทภาชนะใส่น้ำคว่ำจนหมดน้ำ

? บำเพ็ญศี?รักษาศีลยิ่งกว่าชีวิ?เหมือนอย่างเนื้อทรายรักษาขนยิ่งกว่าชีวิต

? บำเพ็ญเนกขัมม์ ออกจากกา?จากบ้านเรือน เหมือนอย่างมุ่งออกจากพันธนาการ

? บำเพ็ญปัญญ?เข้าหาศึกษ?ไต่ถามบัณฑิต โดยไม่เว้นว่าจะเป็นบุคคลมีชาติชั้นวรรณะต่ำ ปานกลางหรือสูง เหมือนอย่างภิกษุเที่ยวบิณฑบาตรับไปตามลำดับ ไม่เว้นแม้นที่ตระกูลต่?

? บำเพ็ญวิริยะ มีความเพีย?ไม่ย่อหย่อนทุกอิริยาบท เหมือนอย่างสีหรา?มีความเพียรมั่นคงในอิริยาบททั้งปวง

? บำเพ็ญขันต?อดทนทั้งในคำยกย่อง ทั้งในการดูหมิ่นแคลน เหมือนอย่างแผ่นดิน ใครทิ้งของสะอา?หรือไม่สะอาดก็รองรับได้ทั้งนั้?

? บำเพ็ญสัจจ?รักษาความจริ?ไม่พูดเท็จทั้งที่รู้ แม้ฟ้าจะผ่?เพราะเหตุไม่พูดเท็?ก็ไม่ยอมพูดเท็?เหมือนอย่างดาวโอสธ?ดำเนินไปในวิถีของต?เที่ยงตรงทุกฤด?

? บำเพ็ญอธิฐาน ตั้งใจมุ่งมั่นไม่หวั่นไห?คือเด็ดเดียวแน่นอนในสิ่งที่อธิษฐานใจไว?เหมือนอย่างภูเขาหิ?ไม่หวั่นไหวในเมื่อถูกลมกระทบทุกทิศ

? บำเพ็ญเมตต?แผ่มิตรภาพไมตรีจิต ไม่คิดโกรธอาฆา?มีจิตสม่ำเสมอเป็?อันเดียวทั้งในผู้ให้คุ?ทั้งในผู้ไม่ให้คุณหรือให้โทษ เหมือนน้ำแผ่ความเย็นไปให้อย่างเดียวกันแก่คนทั้งชั่วทั้งด?

๑๐. บำเพ็ญอุเบกข?วางจิตมัธยัสถ์เป็นกลาง ทั้งในคราวสุขในคราวทุกข์ เหมือนอย่างแผ่นดิน เมื่อใครทิ้งของสะอาดหรือไม่สะอาดลงไปก็มัธยัสถ์เป็นกลาง

บารมีที่บำเพ็ญมาโดยลำดับ แบ่งเป็น ?ขั้น ขั้นสามัญเรียก ‘บารมี' ขั้นกลางเรียกว่า ‘อุปบารม? และขั้นสูงสุดเรียกว่?‘ปรมัตถบารมี' ซึ่งในภพชาติสุดท้ายได้ทรงบังเกิดเป็น “พระเวสสันดร?และได้ทรงสร้างทานบารมีอย่างยอดเยี่ยม ดังนั้?เมื่อสิ้นจากชาตินั้น ก็ได้ไปอุบัติในสวรรค์ชั้นดุสิต (สวรรค์กามาวจรชั้นที่สี? เป็นเทพบุตรมีนามว่?“สันดุสิตเทวราช”

เมื่อใกล้เวลาที่สันดุสิตเทวราชจะจุติมาเกิดบนโลกมนุษย?ได้เกิดความโกลาหลขึ้นในหมู่เทวดาทั้งปว?(ซึ่งการเกิดโกลาหลนี้มีสาเหตุหลัก ?อยู่ ?สมัย คื?สมัยเมื่อโลกจะวินา?สมัยเมื่อพระเจ้าจักรพรรดิจะเกิ?และสมัยเมื่อพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้? ดังนั้?เทวดาต่า??จึงพร้อมใจมาประชุมกันที่สวรรค์ชั้นดุสิ?และทูลอาราธน?“สันดุสิตเทวราช” ว่?“ในกาลบัดนี้ สมควรที่พระองค์จะจุติไปบังเกิดในมนุษย์โล?เพื่อขนสัตว์ในมนุษย์โล?กับเทวโลกข้ามให้พ้นจากห้วงแห่งความเวียนว่ายตายเกิด อันไม่มีต้นไม่มีปลาย ไม่รู้จบสิ้น ให้รู้ความจริงบรรลุถึงทางปฏิบัติซึ่งจะเข้าสู่พระนิพพาน?

ซึ่งก่อนที่สันดุสิตเทวราชจะมาจุตินั้?ได้ทรงพิจารณาด?“ปัญจมหา-วิโลกนะ” คื?กา?ทวีป ประเทศ ตระกูล และพระมารด?กล่าวคือ ทรงพิจารณาถึ?

? กาลกำหนดแห่งอายุมนุษย์ ถ้าอายุมนุษย์มากเกินแสนปีขึ้นไ?หรือต่ำกว่าร้อยปีลงม?ก็ไม่ใช่กาลที่จะลงมาจุติ เพราะเมื่ออายุยืนมากเกินไปก็อาจเห็นไตรลักษณ์ ถ้าอายุสั้นเกินไปก็จะมีกิเลสหนาไม่อาจเห็นธรรมได้

? ทวีป ทรงพิจารณาเห็นว่าชมพูทวีปเป็นทวีปที่เหมาะที่จะลงมาจุติ

? ประเทศ ทรงพิจารณาเห็นว่?‘มัชฌิมประเท? คือพื้นที่ส่วนกลางของชมพูทวี?เป็นสถานที่เหมาะที่จะลงมาจุต?

?. ตระกูล ทรงพิจารณาเห็นว่าพระเจ้าสุทโธทนะ แห่งศากยะวงศ?สมควรเป็นพระบิดาได?เพราะอยู่ในวรรณะกษัตริย์

? พระมารดา ทรงพิจารณาเห็นว่?พระนางสิริมหามายามีศีล และบารมีธรรม สมควรเป็นพระมารดาได้ และนับจากเวลาที่พระโอรสประสูติเพียงเจ็ดวัน สัตว์อื่นไม่อาจอาศัยคัพโภท?(ครรภ? ท้อง) บังเกิดได้อี?เพราะพระมารดาได้ทิวงคต

ครั้นพระโพธิสัตว์ทรงเห็นว่าสถานะทั้งห้านั้นครบบริบูรณ์แล้ว จึงทรงรับปฏิญญาณ แล้วเสด็จไปยังนันทวันอุทยานในดุสิตเทวโลก และจุติลงสู่ปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสิริมหามาย?พระอรรคมเหสีพระเจ้าสุทโธทน?แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ในวันอาสาฬหปูรณม?เพ็ญเดือ??

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 9:31 PM