ประสูต?/div>
 


***

พระพุทธเจ้าเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์แห่งศากยวงศ์ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ และพระนางสิริมหามายา พระธิดาของพระเจ้าอัญชนะกษัตริย?กษัตริย์แห่งโกลิยวงศ?แห่งกรุงเทวทหะ ซึ่งทั้งสองพระองค์นี้ต่างสืบเชื่อสายมาจากพระเจ้าโอกกากราชด้วยกันสิ้น

ในวันที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสิริมหามาย?จากสวรรค์ชั้นดุสิต พระนางทรงพระสุบินว่า มีท้าวมหาพรห??องค์ มายกแท่นบรรทมของพระนางไปวางไว้ใต้ต้นรังขนาดใหญ??ป่าหิมพานต?จากนั้?เหล่าเทพธิดานำพระนาง ไปสรงสนา?(อาบน้ำ) ในสระอโนดา?เพื่อชำระล้างมลทิน แล้วมีช้างเผือ?เชือกหนึ่งชูดอกบัวขาวลงมาจากภูเขาเงินภูเขาทอ?ร้องเสียงดังกึกก้องเข้าม?ยังปราสา?ทำปทักษิ?(เวีย? ขว??รอ?แล้วเข้าสู่พระครรภ์เบื้องขวา ของพระนา?จากนั้นพระนางก็ทรงตั้งครรภ?(คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเล่าว่?เมื่อทรงอยู่ในพระครรภ์ของพระมารดาพระพุทธเจ้าทรงประทับนั่งขัดสมาธ?ไม่คุดคู้เหมือนทารกอื่?

เมื่อพระนางสิริมหามายาทรงพระครรภ์แก่ พระนางได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระเจ้าสุทโทนะ (พระสวามี) ให้แปรพระราชฐานไปประทั??กรุงเทวทหะ ซึ่งเป็นพระนครเกิดของพระนา?เพื่อให้ประสูติในตระกูลของ พระมารดา ซึ่งเป็นไปตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น แต่ในขณะเสด็จแวะพักผ่อนพระอิริยาบถใต้ต้นสาละ ?สวนลุมพินีวั?(ตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์และ กรุงเทวหทะ) พระนางก็ได้ให้ประสูติพระโอรสใต้ต้นสาละนั้น ซึ่งตรงกับ วันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่?เดือ??ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี

ในขณะที่ให้ประสูติ พระมารดาเสด็จประทับยืน ไม่นั่งเหมือนสตรีอื่?เมื่อทรงประสูติแล้วพระกายของ พระโอรสบริสุทธิ์ไม่เปรอะเปื้อน ด้วยคราบใด ?จากนั้นจึงมีเทวดามาคอยรับพระกา?ของพระโอรส และมีธารน้ำร้อนน้ำเย็นตกลงมาจากอากาศสนาน (อา? พระองค?และเมื่อประสูติแล้?ทรงดำเนินด้วยพระบา??ก้าว พร้อมกับเปล่งพระวาจาว่?“เราเป็นยอดของโล?เราเป็นใหญ่แห่งโลก เราเป็นผู้ประเสริฐแห่งโล?ความเกิดของเรานี้เป็นครั้งที่สุด บัดนี้ความเกิดอีกมิได้มี?

เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบข่าวการประสูติของพระราชโอรส จึงตรัสให้เชิญเสด็จกลับพระราชนิเวศน์

เมื่อพระโอรสประสูติได้ ?วั?อสิตดาบส (บางแห่งเรียกว่?กาฬเทวินดาบส) พระดาบสผู้อาศัยอยู่ข้างเขาหิมพานต์ ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยและนับถือของ ราชสกุ?ได้ทราบข่าวการประสูติของพระราชโอรสขอจึงเข้าไปเยี่ย?เมื่อไปถึง พระเจ้าสุทโธทนะตรัสเชิญให้นั่ง ?อาสนะที่จัดไว้ให?แล้วทรงอภิวาทและพูดจาปราศรัยกับพระดาบสตามสมควร จากนั้นจึงทรงอุ้มพระราชโอรสออกมา เพื่อจะให้นมัสการพระดาบส เมื่อพระดาบสเห็นพระโอรสนั้นมีลักษณะต้องด้ว?ตำหรับมหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการ จึงเกิดความเคารพนับถือในพระราชโอรสนั้นมา?และลุกขึ้นกราบลงที่พระบาททั้งสองของพระโอรส แล้วกล่าวคำทำนายลักษณะของพระโอรสตามมหาบุรุ?ลักษณะพยากรณศาสตร์ จากนั้นจึงถวายพระพรลากลับอาศรม

เมื่อพระโอรสประสูติได้ ?วันพระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้มีการประชุม พระญาติทั้งฝ่ายพระบิดา และฝ่ายพระมารด?รวมทั้งขุนนางอำมาตย์ พร้อมกับเชิญพราหมณ?๑๐?คน โดยเลือกสรรมาเพียง ?คน ซึ่งล้วนเป็นผู้รอบรู้ไตรเวทอย่างเชี่ยวชา?เพื่อมาทำนายพระลักษณะและขนานพระนามพระโอร?ว่?‘สิทธัตถกุมา? เมื่อพระโอรสประสูติได้ ?วันพระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้มีการประชุมพระญาติทั้งฝ่ายพระบิดา และฝ่ายพระมารด?รวมทั้งขุนนางอำมาตย์ พร้อมกับเชิญพราหมณ?๑๐?คน โด?

สำหรับพราหมณ์ทั้??คน ได้แก่ (? รามพราหมณ์ (? ลักษณพราหมณ์ (? ยัญญพราหมณ?(? ธุชพราหมณ์ (? โภชพราหมณ์ (? สุทัตตพราหมณ?(? สุยามพราหมณ์ แล?(? โกณทัญญพราหมณ์ โดยพราหมณ์ลำดับที่ ??ได้ถวายพยากรณ์ร่วมกันเป็??ความเห็นว่?พระกุมารนี?ถ้าอยู่ครองราชสมบัติ จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงมีพระบรมเดชานุภาพมา?แต่ถ้าเสด็จออก ทรงผนว?จะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้?เป็นศาสดาเอกในโล?โดยยกนิ้วมือ ?นิ้วยืนยันคำพยากรณ?แต่โกณทัญญ พราหมณ?ผู้เป็นพราหมณ์หนุ่?อายุน้อยเพียงคนเดียว ได้พยากรณ์เป็นมติเดียว โดยยกนิ้วมือหนึ่งนิ้วยืนยันว่า พระราชกุมารพระองค์นี?จะไม่อยู่ในราชสมบัติ จะเสด็จออกทรงผนว?และตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้?เป็นศาสดาเอกในโลกแน่นอ?ไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ?วั?พระมารดาก็ได้สิ้นพระชนม์ พระเจ้าสุทโธทนะจึงได้มอบหมายให้พระนางปชาบดีโคตมี ผู้เป็นน้า ให้การเลี้ยงดูเจ้าชายสิทธัตถะต่อมา

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเจริญวัยที่สมควรแก่การศึกษาศิลปวิทยาการ พระเจ้าสุทโธทนะทรงมอบพระราชโอรสไว้ในสำนักครูวิศวามิต?ซึ่งครูวิศวามิตร ได้สอนวิชาสำคั??หมวดใหญ่ คื?พระเวท และศิลปศาสตร?๑๘ ประการ พระเวท ได้แก่ คัมภีร์ทางศาสนาพราหมณ์ ส่วนศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ เป็นวิชาสำหรับวรรณะกษัตริย?ซึ่งเจ้าชายสิทธัตถะทรงเรียนรู้ได้ว่องไ?จนสิ้นความรู?ของอาจารย์แล้ว และได้แสดงให้ปรากฏในหมู่พระญาต?โดยพระปรีชาของ พระองค์นั้นไม่มีราชกุมารอื่นจะเทียบถึง

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษ?ทรงอภิเษกสมรสกับ เจ้าหญิงยโสธรา หรือพิมพ?ผู้เป็นพระธิดาของพระเจ้ากรุงเทวทหะ ซึ่งเป็น พระญาติฝ่ายพระมารด?

พระเจ้าสุโธทนะ และพระญาติทรงปรารถนาที่จะให้เจ้าชายสิทธัตถ?อยู่ครองราชสมบัต?มากกว่าที่จะให้เสด็จออกบรรพชาดังที่โกณทัญญะพราหมณ์ ได้ทำนายไว?จึงผูกมัดพระโอรสให้เพลิดเพลินในกามสุ?โดยพระเจ้าสุทโธทนะตรัสสั่งให้สร้างปราสาท ?หลัง เพื่อเป็นที่อยู่ของเจ้าชายสิทธัตถะใน ?ฤด?คื?ฤดูหนา?ฤดูร้อ?ฤดูฝ?และบำเรอด้วยดนตรีที่มีแต่นักดนตรีผู้หญิง เพื่อให้เจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยสุขสมบัติทั้งกลางวันกลางคื?

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมาย?๒๙ พรรษ?ได้เสด็จประพาส พระราชอุทยานนอกเมืองด้วยรถม้าพระที่นั่?พร้อมด้วยสารถีคนขั?ถึ??คราว ซึ่งในแต่ละคราวที่เสด็จนั้?เทวทูตได้เนรมิตให้พระองค์เห็?คนแก?คนเจ็บ คนตา?และนักบว?ตามลำดับ ในครั้งแรกทรงเห็นคนแก่ ในครั้งที่ ?ทรงเห็นคนเจ็?และในครั้งที??ทรงเห็?คนตา?ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงสังเวชพระทั?ในสิ่งซึ่งพระองค์ไม่เคยประสบมาก่อนในชีวิ?และในคราวเสด็จประพาสพระราชอุทยานครั้งที่ ?ทรงเห็นนักบวชนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ผู้ซึ่งมีอากัปกิริยาสำรว?และเมื่อทรงเห็นนักบวชก็ทรงพอพระทัยในการบรรพช?ทรงรำพึงในพระทัยว่?"สาธุ ปัพพชา" แปลว่า “บวชดีนักแล”

ในวันเดียวกันนั้?เมื่อพระองค์เสด็จกลับสู่พระตำหนั?ทรงทราบว่า พระนางยโสธราให้ประสูติพระโอรสแล้?เมื่อเจ้าชายได้ทรงทราบถึงการประสูต?ของพระโอรส ทรงเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งซึ่งไม่เคยเกิดกับพระองค์มาก่อนเลย คื?ความรักลูกยิ่งนั?

ความรักลูกที่เกิดขึ้นนั้?สร้างความหนักหน่วง และผูกมัดพระทัยยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก จนทรงอุทานออกมาว่า “พันธนัง ชาตั?ราหุลั?ชาตัง” แปลว่า “ห่วงเกิดขึ้นเสียแล้ว” เหตุที่เจ้าชายสิทธัตถะเปล่งอุทานขึ้นว่?“ห่วงเกิดขึ้นเสียแล้ว” นั้น เพราะพระองค์กำลังตัดสินพระทัยเสด็จออกบวช หรือกำลังจะตัดห่วงหาอาลัยในฆราวา?แต่ก็มีห่วงใหม่ขึ้นมาผูกมัดอีกเสีย

อนึ่?คำที่แปลว่?“ห่วง” ในคำอุทานของเจ้าชายสิทธัตถ?คื?“ราหุลัง?หรือ “ราหุล?ซึ่งต่อมาคำนี้ได้เป็นพระนามของพระกุมารว่?“ราหุล?

แต่ด้วยเจ้าชายสิทธัตถะทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้งสี?แล้วทรงตัดสินพระทัยแล้วว่าจะเสด็จออกบรรพชา แม้ว่าภายหลังจะทรงบังเกิดบ่วงขึ้นในพระทั?แต่พระปณิธานก็ที่จะเสด็จออกบวชก็ไม่เปลี่ยนแปลง

คืนนั้นเจ้าชายสิทธัตถะจึงเสด็จออกจากแท่นบรรท?แล้วเสด็จไปยัง พระทวารปราสาทตรัสเรียกนายฉันนะมหาดเล็กคนสนิท ทรงรับสั่งให้นายฉันน?ไปเตรียมม้?นายฉันนะก็รับบัญชารีบลงไปที่โรงม้า ส่วนเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จไปยั?พระบรรทมของนางยโสธราผู้เป็นชาย?เมื่อเสด็จไปถึ?ทรงเผยบานพระทวารออ?ทรงเห็นพระชายากำลังหลับสนิ?พระนางทอดพระกรไว้เหนือเศียรพระโอรส เจ้าชายทรงเกิดความเสน่หา ในพระชายาและพระโอร?ที่พึ่งได้ทอดพระเนตรเห็น เป็นครั้งแรก แต่พระองค์ทรงตัดพระทัยและข่มพระทัยว่าอย่าเลย เมื่อได้สำเร็จเป็น พระพุทธเจ้?จะกลับมาทัศนาการพระพักตร์ของ พระโอรสในภายหลัง จากนั้นจึงเสด็จออกจากปราสาทไปยังที่ที่นายฉันนะ ได้เตรียมม้าไว้คอย

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 9:32 PM