การตรัสรู้
 


***

เมื่อพระมหาบุรุษทรงบรรพชาแล้?ได้พักแรมอยู่ที่อนุปิยอัมพวั?แขวงมัลลชนบท เป็นเวลาประมาณ ?วั?จากนั้นจึงเสด็จจาริกไปในต่างแด?เพื่อแสวงหาหนทางดับทุกข์ โดยได้เสด็จผ่านกรุงราชคฤห์ ซึ่งพระเจ้าพิมพิสา?กษัตริย์ผู้ครองนครราชคฤห?ได้เสด็จมาพบเข้า แล้วตรัสถามถึงความเป็นมาของชาติสกุ?และตรัสชวนให้อยู่ด้วยกัน อีกทั้งจะพระราชทานอิสริยยศให?แต่พระมหาบุรุษไม่ทรงรั?หากแต่แสดงพระประสงค์ว่?มุ่งจะแสวงหาพระสัมมาสัมโพธิญาณ ดังนั้?พระเจ้าพิมพิสารทรงอนุโมทนาแล้วตรัสขอปฏิญญาว่?เมื่อตรัสรู้แล้วขอให้เสด็จมาเทศนาโปร?ซึ่งพระมหาบุรุษก็ทรงรับปฏิญาณนั้?/p>

จากนั้นพระมหาบุรุษก็เสด็จไปยังแคว้นมคธ เข้าไปขอเป็นศิษย์ในสำนักของอาฬารดาบส กาลามโคต?จนจบสิ้นความรู้ของอาจารย?ซี่งอาจารย์ก็ได้ให้การสรรเสริญ และชักชวนให้พระมหาบุรุษอยู่ช่วยกันสั่งสอนศิษย์อื่น ?ต่อไ?แต่พระมหาบุรุษทรงเห็นว่าไม่ใช่ ทางที่จะทำให้พระองค์หลุดพ้นจากความทุกข?จึงลาอาจารย์ไปศึกษาต่อในสำนักของอุทกดาบส ซึ่งตั้งอยู่ ?แขวงเมืองพาราณสี จนสำเร็จวิชาชั้นสมาบัติแปด คื?รูปฌาณสี?และอรูปฌาณสี?ซึ่งเป็นวิชาชั้นสูงสุดของอุทธกดาบส แต่วิชาของสำนักนี้ก็ไม่สามารถทำให้พระองค์ตรัสรู้อีกเช่นกัน พระมหาบุรุษจึงทรงอำลาอาจารย์แล้วออกจากที่นั่?

พระมหาบุรุษทรงจาริกไปจนถึงตำบลอุรุเทลาเสนานิคม ในมคธชนบ?ได้ทอดพระเนตรเห็นพื้นที่ร่มรื่?แนวป่าเขียวส?มีแม่น้ำเนรัญชราที่ใสสะอาดไหลผ่า?มีเป็นที่เบิกบานพระทัย และมีหมู่บ้านตั้งอยู่โดยรอ?ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไ?เหมาะเป็นที่อาศัยบิณฑบาตของนักบว?ดังนั้?พระมหาบุรุษทรงดำริว่าสถานที่นี้เหมาะที่จะเป็นสถานที่สำหรับบำเพ็ญเพีย?

พระมหาบุรุษทรงศึกษาค้นคว้าหาทางตรัสรู้พระอนุตร-สัมมาสัมโพธิญาณด้วยวิธีการต่าง ?ซึ่งวิธีหนึ่งที่ทรงปฏิบัติคื?“การบำเพ็ญทุกกรกิริยา” (คื?การทรมานตนให้ลำบากด้วยประการต่าง ? โดยในระหว่างที่พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญเพียรให้ตรัสรู้ธรรมอันวิเศษด้วยการบำเพ็ญทุกกรกิริยา ได้มีพราหมณ์ ?คน คื?โกณฑัญญะ วัปป?ภัททิย?มหานาม?และอัสสช?รวมเรียกว่?‘ปัญจวัคคีย์' มาคอยปรนนิบัติ หรือเป็นผู้อุปัฏฐา?

ทั้งนี้เพราะพราหมณ์เหล่านั้นได้ยิน และได้เห็นว่าพระมหาบุรุษมีลักษณะต้องตามมหาบุรุษลักษณพยากรณศาสตร์ จึงมีความเคารพนับถือและเชื่อในพระองค์เป็นอันมา?ดังนั้?เมื่อพระองค์เสด็จออกทรงผนวชแล้?พราหมณ์เหล่านั้นดำริเห็นว่?การผนวชของพระมหาบุรุ?คงจะมีผลแก่ผู้อื่นด้วย จึงพากันออกบวชตามพระมหาบุรุษ และคอยเฝ้าอยู่ปฏิบัติทุกเช้าค่?โดยหวังว่า ถ้าพระองค์ได้บรรลุธรรมใด จะทรงสั่งสอนให้ตนบรรลุธรรมนั้นบ้าง

พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลาถึ??ปี ซึ่งสิ่งที่พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญได้แก?

วาระแร? การควบคุมอวัยวะของร่างกายไม่ให้เป็นไปตามธรรมชาติ คื?กดพระทนต์ด้วยพระทนต์ (ฟั? กดพระตาล?(เพดานปาก) ด้วยพระชิวหา (ลิ้น) ไว้ให้แน่น จนพระเสโ?(เหงื่อ)ไหลออกจากพระกัจฉ?(รักแร้) แต่เมื่อทรงเห็นว่าการทำอย่างนั้นไม่ใช่ทางตรัสรู้ จึงทรงเปลี่ยนไปบำเพ็ญอย่างอื่น

วาระที่สอง การกลั้นลมหายใ?คื?ทรงผ่อนกลั้นลมอัสสาส?(ลมหายใจเข้? ปัสสาส?(ลมหายใจออก) เมื่อหายใจทางช่องพระนาสิ?(จมูก) และช่องพระโอษฐ?(ปา? ไม่สะดวก ก็เกิดเสียงดังอู้ในพระกรรณ (หู) ทั้งสองข้า?ทำให้ปวดพระเศียร เสียดพระอุทร (ท้อง) และร้อนในพระกา?แต่เมื่อทรงเห็นว่าการทำอย่างนั้นไม่ใช่ทางตรัสรู้ จึงทรงเปลี่ยนไปบำเพ็ญอย่างอื่น

วาระที่สาม ทรงอดพระอาหา?หรือเสวยแต่เพียงน้อย จนพระกายเหี่ยวแห้ง พระฉวีเศร้าหมอ?พระอัฐ?(กระดูก) ปรากฏทั่วพระกา?เมื่อทรงลูบพระกายแล้วเส้นพระโลมา (ขน) ก็หลุดร่วงออกม?พระกำลังน้อยถอยล?ไม่ว่าจะเสด็จไปข้างไหนก็ซวนเซจะล้ม

ภายหลังพระมหาบุรุษทรงพบว่า การทำทุกกรกิริยาไม่ใช่หนทางไปสู่การตรัสรู้ได?และในเวลานั้?ท้าวสักกะเทวรา?ที่คอยให้ความช่วยเหลืออนุเคราะห์แก่ชนผู้ประพฤติอยู่ในธรร?ได้เห็นว่าความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวของพระมหาบุรุ?จะไร้ผลเสียเปล่า จึงได้ถือพิณสามสาย เสด็จลงมาดีดถวาย สายพิณเส้นที่หนึ่งหย่อนยานเกินไป ทำให้ดีดไม่ดัง สายพิณที่สองขึงลวดตึงเกินไ?ดีดเข้าก็ขาด สายพิณที่สามขึงลวดพอดีดี?ไม่หย่อน ไม่ตึงนั?ดีดดัง เสียงประสานกลมกลืนไพเราะ ดังนั้?พระมหาบุรุษจึงได้สติ แล้วยึดเอาพิณสายกลางที่พอด?มาเป็นแนวทางปฏิบัต?คือตั้งความเพียรทางใ?ให้เป็นไปพอด?ไม่หย่อน ไม่ตึง เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา”จึงได้ทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริย?ไม่ทรงอดอาหา?แล้วกลับมาเสวยพระอาหารตามปกต?

ส่วนพราหมณ์ทั้??เห็นว่าพระมหาบุรุษทรงหยุดบำเพ็ญทุกกรกิริยาที่ประพฤติมาแล้ว จึงเห็นร่วมกันว่?พระองค์คลายความเพียร กลายเป็นผู้มักมากเสียแล้?จึงเบื่อหน่ายในการที่จะปรนนิบัติพระมหาบุรุษต่อไป เพราะเห็นว่าพระองค์คงไม่อาจบรรลุธรรมพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งได?จึงพากันออกไปจากที่นั้?และไปอยู??ป่าอิสิปตนมฤคทายวั?แขวงเมืองพาราณสี

เมื่อพระมหาบุรุษทรงเลิกบำเพ็ญทุกกรกิริยา แล้วกลับมาเสวยอาหารตามเดิมแล้ว ปรากฏว่าในตอนเช้าของวันหนึ่ง นางสุชาด?ผู้เป็นลูกสาวของ นายบ้านเสนานคม ตำบลอุรุเวลา ปรารถนาจะบวงสรวงเทวด?จึงได้หุงข้าปายา?(คือข้าวสุกที่หุงด้วยน้ำนมโ? เมื่อเสร็จแล้วจึงจัดลงในถาดทองนำไปที่ต้นโพธิ?และเห็นพระมหาบุรุษประทับนั่งอยู่ จึงเข้าใจว่าพระมหาบุรุษเป็นเทวดา จึงนำข้าวปายาสเข้าไปถวาย ในเวลานั้นบาตรของพระมหาบุรุษได้อันตรธานหายไป พระมหาบุรุษจึงทรงรับข้าวปายาสนั้นพร้อมทั้งถาดด้วยพระหัตถ์ขวา แล้วทอดพระเนตรแลดูนา?นางจึงทูลถวายทั้งถาดแล้วลากลับไป

จากนั้?พระมหาบุรุษทรงถือถาดข้าวปายาสเสด็จไปสู่ยังริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชร?แล้วเสด็จลงสรงน้?เมื่อสรงน้ำเสร็จแล้วเสด็?ขึ้นมาประทับนั่งริมฝั่?ทรงปั้นข้าวมธุปายาสเป็นปั้??รวมได้ ๔๙ ปั้น แล้วเสวยจนหม?

เมื่อมหาบุรุษทรงเสวยเสร็จแล้?ทรงลอยถาดและทรงอธิษฐานว่?ถ้าจะได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้?ขอให้ถาดจงลอยทวนกระแสน้ำ เมื่อทรงปล่อยพระหัตถ?ปรากฏว่าถาดนั้นลอยทวนกระแสน้ำไปไกลถึ?๘๐ ศอ?ไปจนถึงวังน้ำวนแห่งหนึ่ง ถาดนั้นจึงจมดิ่งลงไปถึงพิภพของ “กาฬนาคราช?กระทบกับถาดสามใบของพระพุทธเจ้าในอดีตสามพระองค์ (พระพุทธเจ้าในอดีตสามพระองค์นั้นคือ พระกกุสันธ?พระโกนาคมน?และพระกัสสปะ ซึ่งพระมหาบุรุษกำลังจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ? หลังเสด็จกลับจากทรงลอยถาดอธิษฐานแล้ว พระมหาบุรุษก็ประทับอยู่ที่ดงไม้สาล?ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราตลอดวัน

เวลาบ่ายเกือบเย็?พระมหาบุรุษจึงเสด็จไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชร?(ปัจจุบันคื?ตำบลพุทธคย?ประเทศอินเดี? ระหว่างทางพระมหาบุรุษได้พบกับชายผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในวรรณะพราหมณ์ชื่อ “โสตถิยะ?ซึ่งพราหมณ์โสตถิยะเดินถือกำหญ้าคา๏มา ?กำ และได้ถวายหญ้าคาทั้ง ?กำ ให้แก่พระมหาบุรุ?พระมหาบุรุษทรงรั?แล้วทรงนำไปปูเป็นอาสนะสำหรับประทับนั่งที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ?พระมหาบุรุษทรงประทับขัดสมาธิ พระบาทขวาวางทับพระบาทซ้า?และพระหัตถ์ขวาทั?พระหัตถ์ซ้าย ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ผินพระปฤษฎางค์ (หลัง) ไปทางต้นพระศรีมหาโพธิ์ แล้วทรงตั้งพระทัยเป็นสัจจะแน่วแน่ว่า "ถ้าเรายังไม่ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธฺญาณตราบใด เราจักไม่ยอมลุกขึ้นตราบนั้?แม้ว่าเนื้อและเลือดจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที"

ในวันเพ็ญเดือน ?ก่อนที่พระมหาบุรุษจะตรัสรู้ไม่เพียงกี่ชั่วโม?และในเวลาที่พระอาทิตย์กำลังอัสดงลงลับทิวไม?พระยาวัสสวดีมารหรือพระยามารซึ่งคอยติดตามพระมหาบุรุษอยู่ตลอดเวล?(พระยามารตนนี้เคยผจญพระมหาบุรุษมาครั้งหนึ่งแล้ว ตอนที่พระมหาบุรุษเสด็จออกจากเมือ?แล้วพระยามารก็เข้ามาห้ามแต่ไม่สำเร็จ) เนื่องจากพระยามารเกรงว่าถ้าพระมหาบุรุษได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก็จะพ้นจากอำนาจของต?พระยามารจึงยกทัพมารมาผจญ เพื่อให้พระมหาบุรุษตกพระหฤทัยกลั?แล้วเสด็จหนีไป แต่พระมหาบุรุษทรงนึกถึงพระบารม?๑๐ ทั?ที่ได้ทรงบำเพ็ญมาในอดีตชาต?และทรงอธิษฐานให้ผืนแผ่นดินเป็นสักขีพยา?เสี่ยงพระบารมีธรรมให้เป็นที่ประจักษ์ และด้วยอำนาจแห่งพระบารมีธรรมนั้น “พระนางธรณี” เทพยดาผู้รักษาแผ่นดิ?จึงแปลงเป็นหญิงมาปรากฎกายอยู่ภายใต้อาสนะบัลลังก์ แล้วบีบพระเกศาเป็นน้ำหลั่งไหลออกมาท่วมพระยามารและบริวา?ในที่สุดพระยามารก็ต้องพ่ายแพ้ไ?

เมื่อพระมหาบุรุษเอาชนะมารแล้?เป็นเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิ?ความมืดเริ่มย่างเข้ามา แต่พระมหาบุรุษยังคนประทับนั่งที่โพธิบัลลังก์ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยไม่หวั่นไหว ทรงเริ่มบำเพ็ญเพียรสมาธิให้เกิดในพระทัยโดยวิธีที่เรียกว่?“เข้าฌาน?

พระมหาบุรุษทรงบรรลุญาณที่หนึ่งในตอนปฐมยา?(ประมาณ ?ทุ่ม) ญาณที่หนึ่งนี้เรียกว่า บุพเพนิวาสานุสติญา?หมายถึ?ความรู้แจ้งในอดีตชาติหนหลังทั้งของตนเองและของคนอื่?

พอถึงมัชฌิมยาม (ประมาณเที่ยงคื? ทรงบรรลุญาณที่สอ?ที่เรียกว่?จุตูปปาตญา?หมายถึ?ความรู้แจ้งถึงความจุติ คือดับและเกิดของสัตว์โลกตลอดถึงความแตกต่างกันที่ เรียกว่า กรรม (อีกนัยหนึ่งเรียกว่?ทิพพจักขุญาณ)

พอถึงปัจฉิมยาม (หลังเที่ยงคืนล่วงแล้? ทรงบรรลุญาณที่สามคือ อาสวักขยญา?หมายถึ?ความรู้แจ้งถึงความสิ้นไปของกิเลส และอริยสัจ ?(ความทุกข?เหตุเกิดของความทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีดับทุกข?

การได้บรรลุญาณทั้งสามของพระมหาบุรุษนั้นเรียกว่?“ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ?(หรือตรัสรู้ความเป็นพระพุทธเจ้า) ทรงรู้ธรรมพิเศษสมดังพระประสงค์ หลังจากที่ทรงบรรพชาม??ปี ซึ่งตรงกับคืนวันวิสาขปุรณม?หรือวันเพ็ญขึ้?๑๕ ค่?เดือ??ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ?ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี และขณะที่พระองค์ทรงตรัสรู้นั้นทรงมีพระชนมายุได?๓๕ ปีพอดี

ดังนั้?พระนามว่?เจ้าชายสิทธัตถ?หรือพระโพธิสัตว์ หรือพระมหาบุรุ?ได้กลายเป็นพระนามในอดี?เพราะนับแต่ทรงบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นต้นไปทรงมีพระนามใหม่ว่?“อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” แปลว่า “พระผู้ตรัสรู้ธรรมเครื่องหลุดพ้นจากกิเลสโดยชอบโดยพระองค์เอง”

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 9:34 PM