ประกาศพระศาสนา
 


***

 

 

ในสัปดาห์ที่หนึ่? ของการตรัสรู?เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมแล้?ก็ยังคงเสด็จประทับอยู่ ?ภายใต้ร่มไม้ของพระมหาโพธิต้นเดิม ทรงเสวยวิมุตติสุ?(คื?สุขที่เกิดจากความพ้นจากกิเลสาสวะ) เป็นเวลา ?วั?

ในสัปดาห์ที่สอ? เสด็จประทับทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของต้นพระศรีมหาโพธิ ในระยะห่างที่พอสมควรแก่การทอดพระเนตร จากนั้นพระองค์ก็ได้ประทับยืน แล้วพิจารณาต้นพระศรีมหาโพธิอันเป็นที่ตรัสรู้ โดยมิได้กระพริบพระเนตรตลอดหนึ่งสัปดาห์ เสมือนหนึ่งจะทรงทบทวนความทรงจำต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วโดยลำดั?อีกทั้งต้นไม้ต้นนี้เป็นที่ให้กำเนิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง พระผู้ที่จะนำสัจธรรมอันบริสุทธิ์ สำหรับชำระกิเลสนานาประการของสัตว์โลก ซึ่งสถานที่ที่ทรงประทับยืนเพื่อคารวะพระธรรมแห่งนี้จึงเรียกว่?“อนิมิสเจดีย์”

ในสัปดาห์ที่สา? เสด็จออกจากอนิมิสเจดีย?แล้วมาหยุดอยู่ตรงกลา?ระหว่างต้นพระศรีมหาโพธ?กับอนิมิสเจดีย?และทรงนิรมิตที่จงกรมขึ้น แล้วทรงเดินจงกรม ?ที่แห่งนั้นเป็นเวลาเจ็ดวัน สถานที่นั้นเรียกว่?“รัตนจงกรมเจดีย์?

ในสัปดาห์ที่สี? เทวดาได้นิรมิตเรือนแก้วขึ้นทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของต้นพระศรีมหาโพธ?เสด็จนั่งขัดสมาธิบัลลังก?ทรงพิจารณาพระอภิธรรมเป็นเวลาเจ็ดวั?สถานที่นี้เรียกว่า “รัตนฆรเจดีย์”

ในสัปดาห์ที่ห้? ได้เสด็จไปประทับที่ต้นอชปาลนิโคร?(ต้นไทร) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธ?ในขณะที่พระพุทธองค์ได้ทรงเสวยวิมุติสุข อยู่ภายใต้ร่มไม้อชปาลนิโครธนั้?ปรากฏว่ามีธิดามา??ตน คี?นางตัณหา นางราค?และนางอรดี ได้อาสาพระยามารเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ แล้วแปลงกายเป็นหญิงนานาชนิ?หวังให้พระองค์พอพระทัย แต่พระองค์มิได้ใฝ่พระทัย กลับทรงขับไล่ให้ออกไ?อันแสดงถึงความไม่ยอมกลับมาเป็นผู้แพ้อี?

ในสัปดาห์ที่หก ได้เสวยวิมุติสุขอยู่ใต้ต้นมุจลินท์ (ต้นจิก) ปรากฏว่ามีฝนเจือลมหนาวตกพรำอยู่เจ็ดวัน ดังนั้นพญานาคชื่?“มุจลินท์” เข้ามาขดเป็นวงเจ็ดรอ?แล้วแผ่ปกพระพุทธเจ้า เพื่อป้องกันลมและฝนมิให้ถูกพระกา?ครั้นฝนหายแล้ว ก็คลายตัวที่ขดออกออกแล้วจำแลงเป็นมาณ?เข้ามายืนเฝ้าอยู่เฉพาะพระพักตร?พระพุทธเจ้าได้ทรงเปล่งอุทานว่า “ความสงัดเป็นสุขของบุคคลผู้สันโด?มีธรรมปรากฏแล้?เห็นอยู่ ความไม่พยาบา?คือความสำรวมในสัตว์ทั้งหลา?เป็นสุขในโลก ความปราศจากกำหนั?คือความล่วงกามทั้งหลายเสียได?เป็นสุขในโลก การกำจัดอัสมิมาน?เสียได้นั่นแ?เป็นสุขอย่างยิ่ง?

ในสัปดาห์ที่เจ็ด พระพุทธเสด็จออกจากร่มไม้ราชายตนะ แล้วกลับไปประทับ ?ร่มไม้อชปาลนิโคร?(ต้นไทร) อีกครั้ง ทรงพิจารณาถึงธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วว่าเป็นธรรมอันลึกซึ้ง ยากที่บุคคลผู้ยินดีในกามคุณจะตรัสรู้ตามได้ จึงทรงท้อพระหฤทัยที่จะตรัสสั่งสอ?แต่ด้วยพระกรุณาต่อหมู่สัตว?จึงทรงพิจารณาด้วยพระปัญญาว่า บุคคลผู้มีกิเลสน้อยเบาบางก็ม?ผู้มีกิเลสหนาก็ม?ผู้จะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่ายก็ม?ผู้จะพึงสอนให้รู้ได้โดยยากก็มี เป็นผู้สามารถจะรู้ได้ก็ม?เป็นผู้ไม่สามารถจะรู้ได้ก็มี เทียบได้กับบัว ?เหล่?

จำพวกที่หนึ่?พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็?เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้?เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันท?(อุคฆฏิตัญญ?

จำพวกที่สอ?พวกที่มีสติปัญญาปานกลา?เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตา?และได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปัจจิตัญญู)

จำพวกที่สา?พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐ?เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตา?และได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้?มีสติมั่นประกอบด้วยศรัทธ?ปสาท?ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้?เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้?ซึ่งจะค่อย ?โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยย?

จำพวกที่สี?พวกที่ไร้สติปัญญ?และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรร?ก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได?ทั้งยังขาดศรัทธาปสาท?ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปล?ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ)

เมื่อทรงพิจารณาสัตว์โลกโดยพิจารณาเปรียบด้วยดอกบัวทั้??เหล่าแล้?จึงได้ทรงอธิษฐานพระหฤทัยที่จะแสดงธรรมสั่งสอนมหาช?และตั้งพุทธปณิธานว่าจะทรงดำรงพระชนม์อยู่จนกว่าจะได้ประกาศพระศาสนาให้เป็นที่แพร่หลา?และให้เกิดประโยชน์แก่ศาสนิกชนทุกเหล่?

ครั้นพระพุทธเจ้าทรงตัดสินพระทัยจะสอนธรรมให้แก่สัตว์ทั้งปวง ทรงพระดำริหาผู้ที่สมควรรับเทศนาครั้งแร?โดยทรงพระปรารภถึงผู้เป็นอาจารย?คื?อาฬารดาบ?และอุททกดาบส ซึ่งท่านทั้งสองเป็นผู้ฉลาด และมีกิเลสเบาบาง สามารถจะรู้ธรรมนี้ได้ทันที แต่ว่าท่านทั้งสองได้เสียชีวิตไปแล้?ภายหลังทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ทั้??ที่มีอุปการะแก่พระองค์มา?ได้เป็นผู้อุปัฏฐากพระองค์เมื่อครั้งทรงบำเพ็ญทุกกรกิริย?ดังนั้?จึงทรงดำริว่าจะแสดงธรรมแก่ปัญจวัคคีย์ก่อ?จึงเสด็จออกจากต้นอชปาลนิโครธ ในเช้าวันขึ้?๑๔ ค่?แห่งเดือนอาสาฬหะ (คือเดือน ? ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี ทรงพระดำเนินไปถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี อันเป็นที่อยู่ของปัญจวัคคีย์ทั้ง ?

ฝ่ายปัญจวัคคีย?ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแต่ไกล จึงนัดหมายกันว่า พระสมณะโคดมมีความมักมา?คลายเพียรในการบำเพ็ญทุกรกิริยา ดังนั้?พวกเราจะไม่ไหว?ไม่ลุกขึ้นต้อนรั?ไม่รับบาตรจีวรของท่า?จะตั้งไว้แต่อาสน?เพราะถ้าท่านปรารถนาก็จะนั่งเอง ครั้งพระองค์เสด็จเข้าไปถึงแล้ว ปัจญวัคคียทั้ง ?พูดกับพระองค์ด้วยวาจาที่ไม่เคารพ คือพูดออกพระนามว่า “โคตมะ?และเรียกพระองค์ว่า “อาวุโส” พระองค์ได้ตรัสห้ามมิให้เรียกเช่นนั้น และทรงตรัสบอกว่า “เราได้ตรัสรู้อมฤตธรรมโดยชอบเองแล้?ท่านทั้งหลายคอยฟังเถิด เราจักสั่งสอ?ท่านทั้งหลายปฏิบัติตามเราสั่งสอนอยู่ ไม่ช้าสักเท่าไ?ก็จะได้บรรลุอมฤตธรรมนั้น?แต่ปัญจวัคคีย์ได้กล่าวค้านลำเลิกเหตุในอดีตว่?“อาวุโสโคด?แม้แต่ด้วยความประพฤติทุกกรกิริยาอย่างนั้?ท่านยังไม่บรรลุธรรมพิเศษได?บัดนี้ ท่านมาปฏิบัติเพื่อความเป็นคนมักมากเสียแล้ว เหตุไฉนท่านจะบรรลุธรรมพิเศษได้เล่า??พระองค์ทรงตักเตือน แต่เหล่าปัญจวัคคีย์ยังคงพูดคัดค้านโต้ตอบถึ???ครั้?

ในที่สุด พระองค์จึงตรัสเตือนให้ระลึกถึงความหลังว่?“ท่านทั้งหลา?จำได้อยู่หรื?วาจาเช่นนี?เราได้เคยพูดแล้วในปางก่อนแต่กาลนี้??ปัญจวัคคีย์นึกขึ้นได้ว่า พระวาจาเช่นนี้ไม่เคยตรัสมาก่อน จึงได้ฟังพระองค์ทรงแสดงธรร?

เช้าวันรุ่งขึ้?(ตรงกับวันขึ้?๑๕ ค่?เดือ?? พระพุทธองค์ได้ตรัส ปฐมเทศนา เรียกว่า “ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร” เพื่อประกาศการตรัสรู้ของพระองค?หรือประกาศสัจธรรมอันประเสริฐแก่ปัญจวัคคีย์ โดยทรงแสดงถึงที่สุดสองอย่างที่นักบวชไม่พึงเส?คื?กามสุขัลลิกานุโย?(ความพัวพันหนักในกามสุข) และอัตตกิลมถานุโยค (การประกอบกรรมเป็นการทรมานตนให้เหนื่อยเปล่า) ว่?ทั้งสองหนทางนี้ไม่ใช่ทางของพระอริย?แต่ทรงชี้ทางมัชฌิมาปฏิปท?คื?ทางสายกลาง ที่เป็นไปเพื่อความสง?เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ แล?เพื่อนิพพานซึ่งมีอยู??ประการ ได้แก่

? สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอ?
? สัมมาสังกัปป?ความดำริชอ?
? สัมมาอาชีว?การเลี้ยงชีพชอ?
? สัมมากัมมันต?การงานชอ?
? สัมมาวาจ?การเจรจาชอ?
? สัมมาวายาม?ความเพียรชอบ
? สัมมาสติ การระลึกชอ?
? สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอ?

แล้วทรงแสดงอริยสัจ ?ประการ คื?ทุกข?สมุทัย นิโร?มรรค ทรงชี้ว่?

ทุกข?คื?ความทุกข?หรือสภาพที่ทนได้ยา?หรือสภาวะที่บีบคั้?กล่าวคือ ความเกิดก็เป็นทุกข?ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข?ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รั?ก็เป็นทุกข?ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ความเกิดเป็นทุกข?(การยึดมั่นถือมั่นใ?ขันธ??เป็นทุกข?

สมุทัย คื?เหตุเกิดแห่งทุกข?หรือสาเหตุให้เกิดทุกข์ ซึ่งสาเหตุแห่งความทุกข?ได้แก่ กามตัณหา ความดิ้นรนทะยานอยากในกาม คื?สิ่งที่น่ารักใคร?ปรารถนาพอใ?ภวตัณห?ความดิ้นรนทะยานอยากในภ?คื?ความเป็นนั่นเป็นนี?และวิภวตัณหา ความดิ้นรนทะยานอยากในวิภ?คื?ความไม่เป็นนั่นเป็นนี่

นิโร?คื?ความดับทุกข์ หรือการดับตัณหาเสียได้หม?ซึ่งหนทางปฎิบัติเพื่อความดับทุกข์เรียกกันสั้??ว่?“มรรค” หรือ “มรรคอันมีองค์แปดประการ”

มรรค คื?ทางแห่งความประพฤติปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความดับทุกข?นั่นคื?ทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปท?หรือมรรคมีองค์ ?

เมื่อพระพุทธองค์ตรัสพระธรรมเทศนาอยู่ท่านโกญทัญญะก็ได้ธรรมจักษุ หรือดวงตาเห็นธรรมว่า “ยังกิญจ?สมุทยธัมมั?สัพพัญตั?นิโรธธัมมัง” แปลว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา” ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงทราบว่าท่านโกณทัญญะดวงตาเห็นธรรมแล้วจึงเปล่งอุทานว่?"อัญญาส?วตโภ โกณทัญโญ" แปลว่า "โอ! โกณทัญญะได้รู้แล้วหน? (เพราะพระองค์ทรงอุทานคำนี้ภายหลังท่านโกณฑัญญะจึงได้นามใหม่ว่า “อัญญาโกณฑัญญะ?

เมื่อท่านโกณฑัญญะได้เห็นธรรมแล้วก็สิ้นความสงสั?จึงทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้?ซึ่งพระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ท่านโกณฑัญญะเป็นภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ด้วยพระวาจาว่?“ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้?ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด?เมื่อสิ้นพระวาจานี้ก็ถือว่าการอุปสมบทของท่านโกณทัญญะเป็นอันเสร็จสมบูรณ?(เนื่องจากในช่วงต้นของการประกาศพระศาสนา พระพุทธเจ้ายังไม่ได้ทรงอนุญาตวิธีอุปสมบทอย่างอื่?แต่จะทรงอนุญาตแก่ผู้ใดด้วยพระวาจาดังเช่นกล่าวข้างต้น ก็ถือว่าผู้นั้นเป็นภิกษุในพระธรรมวินัย หรือเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว ซึ่งวิธีอุปสมบทอย่างนี้เรียกว่?‘เอหิภิขุอุปสัมปทา' ส่วนผู้ที่ได้รับอนุญาตเป็นภิกษุด้วยพระวาจาเช่นนี?เรียกว่า ‘เอหิภิกขุ') เหตุการณ์ในครั้งนั้น นับว่าพระศาสดาทรงพระอนุญาตให้พระโกณฑัญญะเป็นภิกษ?และนับว่าเป็นการเกิดขึ้นของภิกษุรูปแรกใน พระพุทธศาสนาด้วย

ต่อมาพระองค์ได้เทศนาสั่งสอ?จนปัญจวัคคีย์ทั้??ดวงตาเห็นธรรมเช่นเดียวกับพระอัญญาโกณฑัญญ?ดังนั้?ท่านทั้งหลายจึงได้ทูลขอให้พระพุทธเจ้าทางอุปสมบทให้ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงประทานอุปสมบทให้แก่ท่านเหล่านั้นตามลำดับ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ?พระองค?

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Monday 23 February, 2009 9:27 PM