วันเข้าพรรษา
 


***

การเข้าพรรษา คื?การที่พระภิกษุตั้งใจว่าจะอยู่ประจำ ?วัดใดวันหนึ่?ตลอดเวลา ?เดือนในฤดูฝน โดยไม่ไปค้างคืนที่แห่งอื่นในระหว่างนั้?ซึ่งพิธีเข้าพรรษานี้ถือเป็นศาสนพิธีสำหรับพระภิกษุโดยตร?โดยมีพระวินัยบัญญัติไว้ให้พระภิกษุปฏิบัติทุกรู?และละเว้นไม่ได?ไม่ว่าในกรณีใด ?

พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้พระภิกษุจำพรรษาในฤดูฝนตลอดระยะเวลา ?เดือ?โดยวันเข้าพรรษานี้มี ?ช่วง คื?

? ปุริมิกา หรือวันเข้าพรรษาต้?ตรงกับวันแรม ?ค่?เดือ??หรือ วันแรม ?ค่?เดือ?๘หลั?ในปีอธิกมา?(วันถัดจากวันอาสาฬหบูชา) แล?ออกพรรษาในวันขึ้?๑๕ ค่?เดือ?๑๑

? ปัจฉิมิก?หรือวันเข้าพรรษาหลัง ตรงกับวันแรม ?ค่?เดือ??ซึ่งบัญญัติไว้ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถเข้าพรรษาต้น ก็ให้เลื่อนไ?เข้าพรรษ?ในแร??ค่ำเดือน ?ก็ได?และไปออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค่?เดือ?๑๒

ในพระไตรปิฎก ได้กล่าวถึงการบัญญัติพระวินัยเรื่องการเข้าพรรษาไว้ กล่าวคือ สมัยเมื่อผ่านปฐมโพธิกาลไปแล้?มีคนเข้ามาบวชเป็นพระภิกษุมากขึ้น ซึ่งเวลานั้นพระพุทธเจ้ายังมิได้ทรงบัญญัติให้พระภิกษุจำพรรษ?ดังนั้?พระภิกษุจึงเที่ยวจาริกตลอดฤดูหนา?ฤดูร้อ?และฤดูฝน ทำให้คนทั้งหลายติเตียนที่พระภิกษุได้เที่ยวจาริกไปตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อ?และฤดูฝน อีกทั้งเหยียบย่ำต้นหญ้?พืชผ?และเบียดเบียนสัตว์เล็ก ?จำนวนมากจนตา?นอกจากนี?คนทั้งหลายได้บอกให้ดูอย่างพวกนอกศาสนาที่ยังหยุดพักในช่วงฤดูฝ?เมื่อพระภิกษุได้ยินคนพวกนั้นติเตีย?จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้จำพรรษา”

นอกจากนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไม่ให้พระภิกษุจาริกไปพักแรมที่ใดระหว่างช่วงเข้าพรรษ?หากพระภิกษุรูปใดฝ่าฝืนถือว่าอาบัติ แต่อย่างไรก็ตามพระพุทธเจ้าได้ทรงอนุโลมให้เดินทางได้ในระหว่างพรรษ?เรียกว่า “สัตตาหกรณียะ” (คื?มีกิจจำเป็นซึ่งพระวินัยได้อนุญาตให้ไปค้างแรมที่อื่นได้) แต่ต้องกลับมาภายใน ?วั?ซึ่งกรณีที่พระพุทธเจ้าทรงอนุโลมได้แก?

? เมื่อทาย?ทายิกา ปราถนาจะบำเพ็ญกุศลแล้วมานิมนต์ ก็ให้ไปเพื่อรักษาศรัทธาได้
? ถ้าสงฆ??ที่แห่งใดแห่งหนึ่งเกิดอธิกรณ์ขึ้?ก็ให้ไปเพื่อระงับอธิกรณ์ได?
? ถ้าบิด?มารด?ญาติ พี่น้อ?พระอุปัชฌาย์เป็นไข?เมื่อทราบก็ให้ไปได?
? พระวิหารในที่แห่งอื่นเกิดชำรุดเสียหา?ให้ไปหาสิ่งของเพื่อมาปฏิสังขรพระวิหารนั้นได้
? เมื่อถูกสัตว์ร้ายรบกวน ถูกโจรปล้น พระวิหารถูกไฟไหม?หรือถูกน้ำท่วม ก็ให้ไปจากที่นั้นได้
? เมื่อชาวบ้านถูกโจรปล้น อพยพหนีไ?ก็ให้ไปกับพวกชาวบ้านได?โดยให้ไปกับชาวบ้านที่มีความเลื่อมใสศรัทธาสามารถที่จะให้ความอุปถัมภ์ได้
? เมื่อที่ใดเกิดความขาดแคล?อาหารหรือยารักษาโร?ขาดผู้อุปถัมภ์บำรุ?ได้รับความลำบากก็อนุญาตให้ไปจากที่นั้นได?
? ถ้าหากมีผู้เอาทรัพย์มาล่?ก็อนุญาตให้ไปจากที่นั้นได้
? หากภิกษุสงฆ์หรือภิกษุณีสงฆ์แตกกั?หรือมีผู้พยายามจะให้แตกกัน ถ้าการไปจากที่นั้นสามารถระงับการแตกกันได?ก็อนุญาตให้ไปได้


ธรรมเนียมปฏิบัติในวันเข้าพรรษา

พุทธศาสนิกชนชาวไทยได้เริ่มบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษานี้ ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธาน?ดังข้อความในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ว่?“พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้?ทั้งท่วยปั่วท่วยนา?ลูกเจ้าลูกขันทั้งสิ้นทั้งหลายทั้งหญิงทั้งชายฝูงท่วยมีศรัทธาในพุทธศาสน์ มักทรงศี?เมื่อพรรษาทุกคน”

นอกจากการรักษาศีลแล้?พุทธศาสนิกชนไทยในสมัยสุโขทัยยังได้บำเพ็ญกุศลอื่น ?ดังรายละเอียดปรากฎอยู่ในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์นาง สรุปใจความได้ว่า “เมื่อถึงเดือน ?ก็มีพระราชพิธีอาษาฒมาส พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปจะได้เข้าจำพรรษาในพระอารามต่าง ?พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้จัดแจงเสนาสนะถวา?พร้อมทั้งบริขารอันควรแก่สมณะบริโภค เช่น เตีย?ตั่ง เสื่อสาด ผ้าจำนำพรรษา อาหารหวานคาว ยารักษาโรค และธูปเทียนจำนำพรรษา เพื่อบูชาพระรัตนตรัย ในพระอารามหลวงทั่วราชอาณาจัก?แม้ชาวเมืองสุโขทัย ก็บำเพ็ญกุศลเช่นนี้ในวัดประจำตระกูลของตน?

?ธรรมเนียมสงฆ?

ธรรมเนียมปฏิบัติในวันเข้าพรรษาส่วนใหญ่จะเป็นพิธีทางสงฆ์เป็นส่วนใหญ?ซึ่งธรรมเนียมปฏิบัติของพระภิกษุนั้นจะเริ่มตั้งแต่ก่อนจะถึงวันเข้าพรรษา โดยพระภิกษุจะทำการซ่อมแซมเสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรมให้อยู่ในสภาพที่ดี เหมาะแก่การใช้เป็นที่ใช้อยู่อาศั?ตลอดจนปัดกวา?เช็ดถูให้สะอาด สำหรับสาเหตุที่ต้องดูแลเสนาสนะให้มั่นคงและสะอา?ก็เพื่อจะได้ใช้บำเพ็ญสมณกิจในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาได้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวฝนจะรั่วรดอุโบสถ์ในขณะที่ไหว้พระสวดมนต์

เมื่อวันเข้าพรรษาเวียนมาบรรจ?พระภิกษุสามเณรทั้งหมดภายในวัดจะเตรียมดอกไม?ธู?เทียนใส่พา?หรือภาชนะที่สมคว?เพื่อใช้สักการะปูชนียวัตถุต่าง ?ในวั?และใช้ทำสามีจิกรรม (การทำความเคารพกันตามธรรมเนียมของพระเณรในระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย) กันตามธรรมเนีย?โดยจะเตรียมให้พร้อมก่อนกำหนดเวลา และการประกอบพิธีดังกล่าวต้องประชุมพร้อมกันในอุโบสถ ควรกำหนดในตอนเย็นก่อนค่ำ เพื่อความสะดวกแก่สถานที่

ในช่วงเข้าพรรษาเมื่อถึงเวลาที่พระภิกษุ และสามเณรต้องลงอุโบส?โดยจัดให้นั่งตามลำดังอาวุโสแก่อ่อน ไม่ใช่นั่งตามศักดิ?และเรียกแถวจากขวามือไปซ้ายมื?หันหน้าเข้าหาพระพุทธรูปที่เป็นองค์ประธาน ซึ่งการลงอุโบสถนั้?มีสิ่งที่พระภิกษุและสามเณรจะพึงปฏิบัติ คื?

? ทำวัตรเย็น

? การแสดงพระธรรมเทศน?เรื่องสัสสูปนายิกากถ?หรืออ่านประกาศเรื่องวัสสูปนายิกา โดยแสดงเป็นเทศนาตามหนังสือเทศน์ที่มี หรืออ่านเป็นประกาศเพื่อให้พระภิกษุ สามเณรที่ประชุมกันนั้น ได้ทราบเรื่องวัสสูปนายิกาเป็นสำคัญ ทั้งนี?ให้ถือตามธรรมเนียมนิยมของวัดนั้น ?ถ้าจะใช้แบบอ่านประกา?คำประกาศนั้นควรมีสาระสำคัญดังนี้
? บอกให้รู้เรื่องเข้าพรรษา
? แสดงเรื่องที่มาในบาลีวัสสูปนายิกขันธกะวินั?โดยใจควา?
? บอกเขตของวัดนั้น?ที่จะต้องรักษาพรรษาหรือเรียกกันว่ารักษาอรุ?
? บอกเรื่องการถือเสนาสนะ และประกาศให้รู้ว่าจะให้ถืออย่างไ?หรือเมื่อถือเสนาสนะแล้วจะต้องปฏิบัติอย่างไ?
? หากมีกติกาอื่นใดในเรื่องจำพรรษาร่วมกันนี?ก็ให้บอกได้ในประกาศนี้ ซึ่งการอ่านนี้ประกาศนี?จะอ่านบนธรรมมาส์นเทศน์ หรือบนเตียงสวดปาติโมกข?หรือนั่งประกาศข้างหน้าสงฆ์ก็ได?

? ทำสามีกิจกรร?คื?ขอขมาโทษต่อกัน

? เจริญพระพุทธมนต์

? สักการะบูชาปูชนียวัตถุสถานภายในวัด

นอกจากนี?ยังมีธรรมเนียม “การอธิษฐานพรรษา?ที่ปฏิบัติสืบกันมา โดยที่พระภิกษุผู้จะเข้าพรรษาจะต้องจั้งจิตอธิฐานว่าจะขออยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งสถานที่เดียวจนครบกำหน??เดือ?

สำหรับวิธีปฏิบัติคือ เมื่อเสร็จพิธีที่ควรปฏิบัติในเบื้องต้นดังกล่าวแล้ว ให้ภิกษุสามเณรทั้งหมดคุกเข่าขึ้นพร้อมกันหันหน้าไปทางพระพุทธรูปองค์ประธาน แล้วกราบพร??ครั้?จากนั้นพระเถระผู้เป็นประธา?หรือเจ้าอาวาสนำประณมมือว่า “นโม?พร้อมกัน ?จบ ต่อนั้นนำเปล่งคำอธิษฐานพรรษาเป็นภาษาบาลีว่?“อิมัสะมิง อาวาเส อิมั?เตมาสั?วัสสัง อุเปมิ ?แปลว่า “ข้าพเจ้าขออยู่จำพรรษาในวัดนี้ ตลอด ?เดือน” โดยกล่าวพร้อมกัน ?จบ เสร็จแล้วจึงกราบพระอีกครั้??ครั้?แล้วจึงนั่งราบพับเพียบตามเดิ?

?ธรรมเนียมราษฎร?

พิธีการปฏิบัติในวันเข้าพรรษาของพุทธศาสนิกชนนั้?สามารถกระทำได้ตั้งแต่ก่อนวันเข้าพรรษ?โดยการไปช่วยเหลือพระภิกษุสงฆ์ทำความสะอาดเสนาสน?กุฏิวิหา?หากมีสิ่งใดชำรุดก็จะช่วยกันซ่อมแซม เพื่อให้พระภิกษุได้บำเพ็ญศาสนกิจได้อย่างเต็มที่ในช่วงเข้าพรรษา และเมื่อถึงวันเข้าพรรษ?พุทธศาสนิกชนจะนิยมทำบุญตักบาตรกั??วั?คือวันขึ้น ๑๔-๑๕ ค่?และวันแร??ค่?เดือ??และขนมที่นิยมทำกันในวันเข้าพรรษาได้แก่ ขนมเทียน

ก่อนวันเข้าพรรษามักมีธรรมเนียมสำหรับอุบาสก อุบาสิกา โดยจะนำเครื่องสักการะมาถวายภิกษุสามเณรที่ตนเคารพนับถือ เครื่องสักการะนั้นนิยม มีดอกไม้ ธู?เทีย?ผ้าอาบน้ำฝ?และเครื่องสุขภัณฑ์ เช่น สบู่ แปลงสีฟั?ยาสีฟั?กระดาษชำระ เป็นต้?จัดเป็นสักการะถวายเฉพาะรูป นอกจากนี?พุทธศาสนิกชนบางส่วนยังปวารณาต่อพระสงฆ์ เพื่อรับเป็นโยมอุปัฏฐา?จัดหาเครื่องสักการ?หรือจัดหาสิ่งที่ขาดเหลือมาถวายให้แก่พระภิกษุ หรือสามเณร ที่ตนเองนับถือ หรือบางรายก็รับอาสาจัดหาให้กับพระทั้งวัด ในช่วงระยะเวลา ?เดือ?

นอกจากนี?ยังมีสิ่งสักการะบูชาที่พุทธศาสนิกชนนิยมกระทำกั?ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติและเป็นงานบุญที่สนุกสนานอีกด้วย นั่นคื?“การแห่เทียนเข้าพรรษา” มีผู้สันนิษฐานว่าประเพณีนี้คงเกิดขึ้นจากความจำเป็นที่ว่า สมัยก่อน ยังไม่มีไฟฟ้าใช้กันดังปัจจุบัน และเมื่อพระสงฆ์จำพรรษารวมกันมา??ก็จำต้องปฏิบัติกิจวัตร เช่น การทำวัตรสวดมนต์เช้ามืดและตอนพลบค่?การศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนต้องการแสงสว่าง โดยเฉพาะ แสงสว่างจากเทียนที่พระสงฆ์จุดบูชาพระรัตนตรัย และเพื่อต้องการใช้ แสงสว่างโดยตรง ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนิกชนจึงนิยมหล่อเทียนต้นใหญ่ กะว่าจะจุดได้ตลอดเวล??เดือ?ไปถวายพระภิกษุในวัดใกล??บ้านเพื่อถวายเป็นพุทธบูช?ซึ่งเทียนดังกล่าวเรียกว่?“เทียนจำนำพรรษา”

ประเพณีการหล่อเทียนพรรษา มักจัดเป็นงา?ใหญ่โตก่อนวันเข้าพรรษาประมาณ ?จากนั้นจึงมี “การแห่เทียนจำนำพรรษา” หรือ “เทียนเข้าพรรษา” โดยจัดเป็นงานเอิกเกริก มีฆ้องกลองประโคมอย่างสนุกสนา?และเทียนนั้นมีการหล่อหรือแกะเป็นลวดลายและประดับตกแต่งกันอย่างงดงาม บางแห่งจะมีการบอกบุญเพื่อร่วมหล่อเทียนแท่งใหญ่ แล้วจัดขบวนแห่ไปตั้งในวั?หรืออุโบสถ เพื่อให้พระภิกษุ สามเณรที่จำพรรษาใช้จุดบูชาพระรัตนตรัยตลอ??เดือ?

หลักฐานเกี่ยวกับประเพณีแห่เทียนพรรษาของประเทศไทยที่สามารถอ้างอิงถึงธรรมเนียมปฏิบัต?และงานรื่นเริงต่าง ?ดังกล่าว คื?หนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ได้กล่าวไว้ ใจความว่?“เมื่อถึงวันขึ้น ๑๔ ค่?ทั้งทหารบกและทหารเรือก็จัดขบวนแห่เทียนจำนำพรรษ?ทั้งใส่คานหาบไปและลงเรือ ประดิษฐานอยู่ในบุษบกทองค?ประดับธงทิ?ตีกลอง เป่าแตรสังข์ แห่ไ?ครั้นถึงพระอารามแล้วก็ยกต้นเทียนนั้นเข้าไปถวายในพระอุโบส?หอพระธรรมและพระวิหาร จุดตามให้สว่างไสวในที่นั้น?ตลอด ?เดือ?ดังนี้ทุกพระอาราม”

เทศกาลเข้าพรรษานี้ ถือกันว่าเป็นเทศกาลพิเศษสำหรับพุทธศาสนิกชนทุกค?ดังนั้?พุทธศาสนิกชนจึงควรตั้งมั่นในการบุญกุศลมากกว่าธรรมด?บางคนตั้งใจรักษาอุโบสถตลอด ?เดือ?บางคนตั้งใจฟังเทศน์ทุกวันพระตลอดพรรษ?นอกจากนี?ยังมีผู้ตั้งใจทำความดีต่าง ?อาทิ งดเว้นการกระทำบาปกรรมในเทศกาลเข้าพรรษา บางคนคนอาศัยสาเหตุแห่งเทศกาลเข้าพรรษาตั้งสัตย์ปฏิญาณเลิกละอบายมุขและความชั่วต่าง ?ตลอดไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการทำความดีในฐานะพุทธศาสนิกชน

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Monday 2 October, 2006 7:52 PM