โล?- มนุษย์
 
 

โลกไม่ใช่วัตถุ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นก็เป็นเพียงทัศนะหนึ่งของการปรากฏ มิใช่โลกที่สมบูรณ์ทุกแง่มุมและทุกทัศนะ โลกนั้นเปิดเผย แต่ไม่สามารถแสดงหรืออธิบายได้ด้วยตัวเองว่าโลกคืออะไร อย่างไรก็ตาม วัตถุหนึ่งที่อยู่ในโลกสามารถอธิบายตัวเองได้ด้วยการอ้างอิงถึงอีกวัตถุหนึ่งหรือหลายวัตถุ และต่อเนื่องกันไปเช่นนี้ไม่มีที่สิ้นสุ?ไม่มีใครทราบว่าขอบเขตของการค้นคว้าในอนาคตนั้นจะไปหยุดยั้งอยู??ที่ใ?เพราะความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ของความรู้ทางวิทยาศาตร์ทั้งหลายที่เกี่ยวกับโลก ดูเหมือนจะเป็นว่าด้วยการค้นคว้?มนุษย์พยายามจะไปให้ถึงขอบเขตความสามรถสุดท้าย ถึงจุดที่ความรู้ซึ่งกระจ่างแจ้งที่สุดจะเผยให้เห็นถึงบริเวณแห่งความไม่รู้ เพราะความรู้ที่สมบูรณ์เท่านั้นจึงจะทราบซึ้งถึงความไม่รู้ที่แท้จริง เพราะโลกที่สมบูรณ์แท้จริงนั้นไม่อาจเป็นวัตถุของการสามารถเรียนรู้

คนส่วนมากเห็นว่าหรือทำประหนึ่งว่าโลกหรือวัตถุในโลกเป็นสิ่งแน่นอนมั่นคงและดีสูงสุ?แต่ประวัติศาสตร์ตลอดเวลาพั??ปีมานี?ได้จารึกเรื่องราวของมนุษย์บางกลุ่มที่ไม่อาจยึดโลกว่าเป็นสิ่งสูงสุด และธรรมชาติทำให้มนุษย์ต้องแสวงหาสิ่งสูงสุดเหล่านั้นต่อไป ถ้าไม่มีในโลกนี้ ก็นอกโลก ฟ้?สวรรค์ ความเป็นหนึ่?พระผู้เป็นเจ้า ความสงบที่สมบูรณ?นิพพาน มนุษย์ที่กายยังอยู่ในโลก แต่ข้ามโลกไป ละทิ้งโลกไ?มองไปที่อื่น พยายามปลดเปลื้องตัวเองให้หลุดพ้นจากพันธะของโลก เพื่อจะได้ลิ้มรสความบริสุทธิ์ที่สมบูรณ?ความคงที่ชั่วนิรันดร?และปัจจุบันกาลที่ปราศจากอดีตและอนาคตมีนักค้นคว้านักปราชญ์กวี และผู้อยู่ในสมณเพศทั้งโลกทางตะวันต?และตะวันออ?ซึ่งมีหน้าที่ประกอบกิจการหาเลี้ยงชีพตามปกต?แต่ทั้งที่พัวพันอยู่กับโลก ก็เป็นหระหนึ่งว่ามาจากโลกภายนอ?มองโลกจากข้างนอก บ้านที่แท้จริงนั้นอยู่ห่างไก?แต่มาเจอตัวเองและส่งต่าง ?ในโล?และตระหนักได้ว่าส่งเหล่านี้รวมทั้งตัวเองเป็นเพียงการปรากฏชั่วครา?เป็นเพียงความทรงจำ เป็นเพียงแง่หนึ่?มุมหนึ่งของสิ่งสูงสุ?

เรามีชีวิตทุกวันนี้มิใช่ในสิ่งแวดล้อมของโลกธรรมชาติอย่างเดียวเท่านั้?โลกและโลกมนุษย์มิใช่สิ่งเดียวกันและไม่เหมือนกันนัก เรามาสู่โลกและก็จะจากโลกไป โลกมิได้เป็นของมนุษย?แต่มนุษย์เป็นของโล?

แต?"โล? คืออะไ?ถ้าไม่ใช่การรวมของทุกสิ่งทุกอย่างที่เรารู้จักและไม่รู้จักเมล็ดทราย ต้นไม้ที่มีอายุหลายร้อยป?เครื่องบิน สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของโลก แต่โลกเองไม่เป็น "วัตถ? เช่นสิ่งอื่น ?โลกรวมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในตัวเองโดยที่ตัวเองมิอาจมีใครให้คำนิยามที่กระจ่างชั?แน่นอน และที่สมบูรณ์ได้ โลกนั้นกว้างขวางที่สุด รวยที่สุ?แต่ขณะเดียวกันก็ว่างเปล่าประดุจกรอบรูปที่ไม่มีรู?

อริสโตเติลได้เขียนงานขึ้นชิ้นหนึ่ง ชื่อ "ว่าด้วยโลก" เพื่อธิบายความหมายของโลกธรรมชาติ งานชิ้นนี้อริสโตเติลอุทิศให้พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ซึ่งอริสโตเติลเองเป็นครูและผู้อบรม การอุทิศนี้ดูเหมือนจะเป็นของธรรมดา เพราะเหมาะสมกับความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าแผ่นดินองคืหนึ่?ที่มีส่วนร่วมในการค้นคว้าเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่ไพศาลของโล?และอันที่จริงจะมีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่?"โล?

บทความที่ว่าด้วยโล?(ซึ่งอริสโตเติลใช้ค?cosmos) นี้เริ่มว่?"บ่อยครั้งทีเดียวที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่าปรัชญาเป็นเรื่องที่อยู่เหนือโล?โดยเฉพาอย่างยิ่งในขณะที่พิจารณามองดูโลกทั้งหมดตลอดจนความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ในนั้?ความรู้ืที่เกี่ยวกับสิ่งที่ไพศาลที่สุดและสูงที่สุดนั้นเข้ามาพัวพันกับปรัชญามากที่สุด" ในฐานะที่เป็นความรู้ที่กว้างขวางที่สุด และสูงที่สุดของสิ่งทั้งหลายแหล่ที่ดำรงอยู่ทั้งหม?ปรัชญาจึงอยู่นอกและเนือโลก นอกและเหนือสังคมแต่ละสมัยของมนุษย์ และมุ่งมองไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดา?ท้องฟ้าซึ่งพิจารณาในแง่ของความไพศาลแล้วย่อมนับว่ากว้างขวางที่สุดและสูงที่สุด และด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องของปรัชญา ซึ่งมีหน้าที่ที่จะค้นคว้าถึงความจริงที่ซ่อนอยู่ใ?"โล? ซึ่งเรามองเห็นด้วยตา อริสโตเติลกล่าวต่อไปว่?"ในเมื่อไม่อาจเป็นไปได้ ที่จะละพื้นดินและเหินขึ้นไปในท้องฟ้าด้วยตัวของเราเอง เพื่อจะได้ตรวจสอบโดยใกล้ิชิดบริเวณที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ จิตและปัญญาของมนุษย์จึงสวมปีกแทนและกล้าที่จะเหินไปสู่ความรู้ที่สูงสุ?และนำสิ่งใดที่ไกลแสนไกลในแง่ของระยะทางให้ใกล้เข้ามาในทางจิตและปัญญ?

ใครก็ตามที่บรรยายเพียงสถานที่แห่งหนึ่งหรือแม่น้ำแห่งหนึ่?ถือว่าผู้นั้นเห็นการณ์ใกล้ เพราะปิดโอกาสสำหรับตัวเองที่จะมองดูโลก - จักรวา?ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดและแปลกที่สุ?บทความนี้ได้บรรยายต่อไปถึงฟิสิกส์และความเคลื่อนไหวต่าง ?โดยละเอียด เช่น เกี่ยวกับองค์ประกอบและการโคจรของดวงดาว ของโลก ของทะเ?ลม ไฟ แฟ่นดินไหว ชีวิตพืชและสัตว์ "โล? ในที่นี้หมายถึงทั้งท้องฟ้า (ouranos) ของโลก (cosmos) โดยใช้ทั้งสองคำปะปนกันโดยไม่สังเกตความแตกต่า?อย่างไรก็ตาม ส่วนมากใช้ ouranos เมื่อหมายถึงสิ่งที่ครอบคุลท้องฟ้าที่ไพศลาที่สุ?แล?cosmos เมื่อหมายถึงรายละเอียดของระบบขององค์ประกอบ "โล? จึงเป็?systema หรือความเป็นระเบีย?ทั้งนี?มิได้หมายความถึงความเหมาะเจาะสอดคล้องซึ่งกันและกันโดยง่า?แต่เป็นการประสานกันของสิ่งที่ตรงข้าม หนักและเบา อุ่นและเย็?แห้งและชุ่มชื้?บทความนี้อธิบายถึงกฎเกณฑ์ความเป็นระเบียบของสิ่งที่ไม่เป็นระเบียบ โดยการเปรียบเทีย?cosmos กั?polis กล่าวคือ ใน polis ที่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อ?ย่อมสามารถธำรงไว้ซึ้งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคมที่ประกอบด้วยมนุษย์ที่แตกต่างกัน หนุ่มและชร?หญิงและชาย จนและรวย อ่นแอและเข้มแข็ง อบรมมาดีและไม่ดี ฉันใ?ความเป็นระเบียบเรีบร้อยของจักรวาลก็เป็นการประสานคล้องจองกันของสิ่งที่มุ่งออกจากกันโดยธรรมชาต?ฉันนั้?

แต่ตอนท้ายของบทควา?อริสโตเติลได้คลายน้ำหนักการเปรียบเทียบระหว่างความเป็นระเบียบเรียบร้อยของจักรวา?กับความเป็นระเบียบเรียบร้อยทางสังคมและการเมืองของมนุษย?"ระเบียบที่ไหนเล่าจะเท่ากับระเบียบของท้องฟ้? เช่น วงโคจรของดวงดาวของดวงอาทิตย์ ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกลางวันกลางคื?ฤดูร้อนและฤดูหนา?กระแสน้ำในทะเล ตลอดจนการเจริญเติบโต และการเปลี่ยนแปลงสลายผุพัง ระบบและระเบียบที่ประจักษ์อยู่ในท้องฟ้า อริสโตเติลเรียกว่า anank แล?moira (โชคชะตาที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นได้) anank หรือ dstiny นี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอย่างที่เป็นอยู่ คื?สิ่งที่เป็นอยู่ขณะนี?เป็มนมาแล้?และที่จะเป็นต่อไ?ปรัชญาตั้งแต่อริสโตเติลมาจนถึงเฮเก?มิได้เกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นใดนอกจากสิ่งที่จำเป็นและสิ่งที่เป็นอยู่เสม?มิใช่เกี่ยวกับสิ่งที่ครั้งหนึ่งเป็นอย่างนี?แะอีกครั้งหนึ่งเป็นอย่างอื่นอันเนื่องจากเป็นการบังเอิญ

"โล? เช่นนี้เป็นทัศนภาพของปรัชญากรีกโบราณ ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับทัศนภาพของคนปัจจุบั?ถึงหระนั้นก็ตา?เราก็จำแนกเห็นข้อแตกต่างอยู่ทุกวันระหว่างฟ้ากับดิน สิ่งซึ่งเป็นระเบียบกับไม่เป็นระเบียบ สิ่งซึ่งจำเป็นกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และพิจารณาว่าเป็นสิ่งปกติในการโคจรที่มีกฎเกณฑ์ของดวงเดาว และในระบบธรรมชาติของการเกิดมีขึ้นและสลายต่อไปของทุกอย่างในโล?แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันก็ไม่อาจเลี่ยงที่จะต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์และระเบียบในการค้นคว้า การคิดคำนวณมิอาจมีพื้นฐานอยู่บนความเอาแต่ใจหรืออารมณ์ของสติปัญญา แต่บนสิ่งซึ่งมีระเบียบหรือกฎเกณฑ?หรือบนสิ่งที่พอสามารถยืดถือได้ สิ่งซึ่งดำรงอยู่อย่างปะปนยุ่งเหยิง ไม่มีกฎเกณฑ์นั้นมิอาจค้นคว้าตรวจสอบหาความรู้ได?

เบคอ?(Bacon) แยกความแตกต่างระหว่า?"natural philosophy" แล?"human philosophy" (The Philosophical Works of F. Bacon, London 1905 หน้า ๙๑ [of the Advancement of Learning II]) โดยเน้นความสำคัญของปรัชญาประการหลั?ทั้งนี?โดยมีพื้นฐานมาจากการแยกความแตกต่างทางคริสต์ศาสนาระหว่างมนุษย์กับโล?ซึ่งถทอว่ามนุษย์ในฐานะที่เป็นาพสะท้อ?(Image) ของพระผู้เป็นเจ้?จึงมีความสำคัญต่อพระองค์ โดยหลักการมากกว่าสิ่งทั้งหลายทั้งแหล่ที่พระองค์สรา้งขึ้น แต่สำหรับความคิดของปราชญษกรีกโบราณนั้นมนุษย์ซึ่งตายได้ มิได้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุ?หรือสูงที่สุดของธรรมชาติ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือดวงดาวที่เคลื่อนไหวเองอยู่เสมอชั่วนิรันดร์ (Aristoteles, Nic. Ethik 114 a 19 ff.) ปาสกาล (Pascall) ก็เห็นเป็นทำนองเดียวกับเบอคอนว่า (pensees 739 แล?347) ทั้งจักรวาลก็มิอาจมีน้ำหนักให้ความสมดุลย์ต่อความคิดแม้แต่ประการเดียวของมนุษย?เพราะมนุษย์รู้เกี่ยวกับตัวเองและโล?แต่โลกไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับตัวเองและมนุษย?ความคิดเช่นนี้ก็มีพื้นฐานจาก "ชีวิ? ตามแนวความคิดของคริสต์ศาสน?ความคิดเช่นนี้ย่อมเป็นของแปลกสำหรับประสบการณ์จากโล?และจากตัวเองของกรีกโบราณ

ในแง่ของประวัติศาสตร?ปรัชญาในสมัยกรีกโบราณเริ่มด้วยประสบการณ์จากโลกในฐานะที่เป็?physical cosmos ซึ่งมาเสื่อมคลายลงด้วยคำสอนทางคริสต์ศาสนาที่เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าและการสร้างของพระองค์ และที่สุดในสมัยซึ่งสร้างโลกจากจิตสำนึกในตัวของมนุษย์เอ?ใครที่เริ่มต้นด้วยการอ้างอิงพระผู้เป็นเจ้าและการสร้างของพระองค์ว่าเป็นหลัก เป็นต้นเหตุสำคัญและต้นเหตุเดียวเท่านั้นของสิ่งอื่น ?ซึ่งการดำรงอยู่ทั้งหลา?และคิดว่ามนุษย์เป็นภาพเทียมหรือภาพสะท้อนของพระผู้เป็นเจ้าแล้?ก็มิอาจมีความคิดเดียวกันในเรื่องมนุษย์และโลกเช่นเดียวกับนักปราชญ์ในระยะก่อนโสคราเท?ซึ่งเริ่มต้นด้วย cosmos และเห็?cosmos เท่าเทียใพระเจ้า และเรียกมนุษย์ด้วยคำว่?"mortal" เจ้าผู้ต้องตาย และความคิดเช่นนี้ของกรีกโบราณและของคนผู้นับถือศาสนาคริสต์ที่เกี่ยวกับโลก และมนุษย์ก็แตกต่างไปจากความคิดของคนสมัยใหม่ซึ่งได้รั?"การปลดปล่อ? ให้ม?"เสรีภา? ผู้ถือจุดเริ่มต้นจากตนเอ?มิใช่จาก cosmos และจากพระผู้เป็นเจ้า

เมื่อมนุษย์มิได้เป็นเพียงสัตว์ในโลกที่สามรถพูดและปราดเปรื่องในศิลปะต่า??ได้เท่านั้?แต่ได้กล่ยเป็นผู้เท่าเทียมพระผู้เป็นเจ้า เป็น partner ของพระองค์แล้ว ก้าวต่อไปก็คือการสร้างโลกสมัยใหม่ด้วยพลังสติปัญญาของการคิดค้นของมนุษย์เอ?และเมื่อมนุษย์ทุกวันนี้มิได้มีความเกรงกลัวอำนาจของธรรมชาติและจักรวาล มิได้เคารพนับถือให้ความสำคัญต่อการเกิดการตายว่าเป็นเหตุการณ์พท้นฐานของชีวิตทั้งหลายทั้งแหล่ในโลก ก็อาจเป็นเพราะคริสต์ศาสนาเองที่ไม่ถือว่า cosmos เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และไม่พิจารณาเห็นโลกในฐานะ cosmos อีกต่อไป ด้วยความสามารถทา?techne มนุษย์กำลังจะทำให้ความคิดของปราชญ์กรีกโบราณที่กล่าวมาแล้วข้างต้นให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาได?โดยการสามารถนำตัวเองขึ้นไปในอวกา?แต่มิใช่เพื่อไปสักการะหรือนิยมชมชื่น "บริเวณที่ศักดิ์สิทธิ? แต่ทว่าเพื่อขยายขอบเขตขอ?"การเป็นเจ้าเข้าครอ? ถึงกระทั้งก็ดี โลกที่เราอยู่ก็ไม่เคยเป็นโลก "ของเรา" และไม่อาจพิจารณาเป็นสิ่งเดียวกับโลกมนุษย?โลกยังคงเป็นตัวของตัวเองอยู่ เหนือมนุษย?และดำรงอยู่ได้โดยตามลำพังโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์ สมมุติว่าวันหนึ่งมนุษย์สามาร?"เป็นเจ้าขอ? เข้าบังคับบัญชาโลกธรรมชาติได้โดยสมบูรณ?และทำให้การเปรียบเทียบของเบคอนที่ว่า ความรู้เป็นอำนาจ เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์ วันนั้นมนุษย์ก็คงไม่เป็นมนุษย์ และโลกก็คงไม่เป็นโลกอีกต่อไป.

***

ที่ม?: โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ : ปรัชญา (ชุมนุมบทความทางวิชาการ ถวายพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ในโอกาสที่พระชนม์ครบ ๘๐ พรรษ?บริบูรณ์)

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 3:40 PM