การเสวนาทางศาสนา : เอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย
 

ดร.ปาริชา?สุวรรณบุบผ?
อาจารย์ประจำภาควิชามนุษยศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

เมื่อกล่าวถึงการเสวนาทางศาสน?(Interreligious Dialogue) ศาสนิกชนในหลาย ?ศาสนาอาจลงความเห็นว่?การสนทนาหรือการพูดจากันระหว่างศาสนิกชนต่างศาสนานั้?ได้ปรากฏเกิดขึ้นตลอดเวลาของการพัฒนาประวัติศาสตร์อันยาวนานของแต่ละศาสนา กล่าวคือ ความสัมพันธ์ในรูปแบบของการเสวนาทางศาสนาอาจะเกิดขึ้นแล้วในหลา??ศาสน?ในช่วงระยะเวลาต่าง ?ในประวัติศาสตร์ของศาสนานั้??แต่รูปแบบและวิธีการอาจจะยังไม่ได้มีการกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ หรือเป็นข้อเสนอแนะดังเช่นในสมัยปัจุจบั?อาจกล่าวได้ว่า การเสวนาระหว่างศาสนามีจุดกำเนิดเนื่องมาจากความพยายามของคริสตศาสนาที่ต้องการจะมีความสัมพันธ?และเข้าใจศาสนาอื่น

การเสวนาระหว่างศาสนาในปัจจุบันมีจุดกำเนิดสืบเนื่องมาจากการประชุมของมิชชันนารีระดับโล?ที่กรุงเอดินเบอร?ในปี ??๑๙๑๐ [๑] อันเป็นความเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างคริสตจักรทั่วโล?โดยมุ่งให้คริสตจักรรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกั?(ecumenical movement) ได้มีการพูดถึงประเด็นที่มิชชันนารีต้องเกี่ยวข้องกับศาสนาอื่น มีการกล่าวถึงหนังสือที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคริสตศาสนากับศาสนาฮินด?การประชุมครั้งต่อมาที่เมืองเยรูซาเล็?(Jerusalem) ในปี ๑๙๒๘ ที่ประชุมได้รับรอง "คุณค่า" ของศาสนาอื่น ?และเรียกร้องให้ศาสนิกชนในศาสนาอื่นร่วมมือกันแก้ปัญหาที่เป็นผลกระทบของความคิดแนววิชาการทางโลกที่ไม่อิงศาสนา (secularism) ซึ่งเป็นความคิดที่จะแก้ปัญหาโลกโดยไม่ต้องอาศัยศาสน?[๒] อาจกล่าวได้ว่า การประชุมในลักษณะเช่นนี้เป็น "ต้นเค้? ของการเสวนาระหว่างศาสนาอย่างเป็นทางการในปัจจุบัน

การเสวนาระหว่างศาสนานั้นอาจเกิดขึ้?ระหว่างศาสนิกชนต่างศาสนา (Interreligious Dialodue) หรือในระหว่างศาสนิกชนที่นับถือศาสนาเดียวกั?แต่อยู่คนละนิกาย เช่น คาทอลิ?กับโปรเตสแตนท์ พุทธศาสนาเถรวา?กับพุทธศาสนามหายาน ชาวพุทธที่นับถือการอธิบายแบบธรรมกา?และชาวพุทธที่ไม่เห็นด้วยกับการตีความคำสอนของธรรมกา?เป็นต้?การสนทนาแบบนี้จัดว่าเป็น การเสวนาระหว่างผู้นับถือศาสนาเดียวกั?(Intraraligious Dialogue) แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้?ประเด็นของปัญหาอยู่ที่ว่าการพูดจ?การสนทนาที่เกิดขึ้นสม่ำเสม?และตลอดมานั้?ลักษณะใดจะจัดเป็นการเสวนาทางศาสนาที่สร้างสรรค์ จนสามารถเรียกได้ว่าเป็นวิธีการศึกษาศาสนา (methodology) อีกวิธีหนึ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์น่าเชื่อถือ และได้รับการบรรจุให้มีการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาศาสน?



การเสวนาทางศาสนาคืออะไ?

ในเบื้องต้นเรามักจะเข้าใจว่า การเสวนาทางศาสนาก็คื?การพูดคุยในเรื่องศาสนาระหว่างบุคคล ?ฝ่าย เพื่อความเข้าใจที่ดีระหว่างกัน คำจำกัดความนี้มีส่วนถู?แต่ไม่สมบูรณ์ทั้งหมด นั่นคื?การที่บุคค??ฝ่าย นำข้อมูลทางศาสนามาแลกเปลี่ยน พูดคุย เปรียบเทียบข้อเหมือน หรือข้อต่างที่เราเรียกว่าศาสนาเปรียบเทีย?(comparative religion) ก็อาจจัดว่าเป็นการเสวนาทางศาสน?แต่ความเข้าใจทั่??ไปเช่นนนี้ไม่ครอบคลุมความหมายทั้งหมดของการเสวนาทางศาสน?กล่าวคือ การศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ มิใช่การเสวนาทางศาสนาในความหมายที่กำลังจะกล่าวถึงในบทความนี้ เพราะการศึกษาศาสนาเปรียบเทียบเป็นการศึกษาศาสนาที่พยายามใช้เครื่องมือที่เป็นวิธีวิทยาศาสตร์ (scientific method) เป็นการศึกษาข้อมูลทางศาสนาแบบภวนิย?(objective) ให้มากที่สุด โดยไม่ปะปนอารมณ์ ความคิ?ความเชื่อที่มีมาก่อนในตัวผู้เรีย?(presupposition) ซึ่งแน่นอนว่าปัญหาของการศึกษาศาสนาเปรียบเทียบก็คือ ผู้เรียนจะสามารถหลักเลี่ยงอคติ การเปรียบเทียบที่เกี่ยวข้องกับความคิ?ความเชื่อในศาสนาใดศาสนาหนึ่งที่ตนนับถื?หรือคุ้นเคยอยู่ได้มากน้อยเพียงไร

ในทางตรงกันข้า?การเสวนาทางศาสนาครอบคลุมถึ?การแสดงอารมณ?ความรู้สึก และความเชื่อทางศาสนาที่แต่ละบุคคลมีอยู? [จุดมุ่งหมายของการเสวนาในเบื้องต้นก็คือ การได้เพิ่มพูนความเข้าใจ และการพัฒนาทางด้านจิตวิญญา?(spritual growth) ของผู้ที่ร่วมเสวนานั่นเอง] เครื่องมือของการศึกษาแบบนี้เป็นแบบอัตนิย?(subjective) กล่าวคือ การเสวนาทางศาสนานั้นเป็นการที่แต่ละฝ่ายแบ่งปัน หรือแสดงความรู้สึกเกี่ยวกับข้อยึดเหนี่ยวทางศาสนาที่ตนเชื่อว่าสิ่งนั้นจริ?สิ่งนั้นดี มีคุณค่าอย่างลึกซึ้งต่อชีวิตของตนอย่างไรให้แก่คู่เสวนาให้ได้เรียนรู้ [๓] เพราะฉะนั้?การเสวนาทางศาสนานี?ไม่หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงความเชื่อที่ต่างกั?และไม่จำเป็นที่จะต้องจบลงด้วยความเห็นที่เหมือนกั?แต่เป็นการ เปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายได้เรียนรู้ความเชื่อของกันและกั?(learn) ขณะเดียวกันก็ได้มีโอกาสพัฒนาการเรียนรู?(grow) จนอาจมีการเปลี่ยนแปล?(change) [๔] ความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะได้เสวนากัน การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคู่เสวนาให้เข้าใจแต่ละฝ่ายดีขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทัศนคติเดิมของตนที่มีต่อคู่เสวนาที่ไม่ชัดเจน หรือเข้าใจคลาดเคลื่อนเป็นสิ่งสำคัญที่เป็นคุณประโยชน์ที่เราหวังพึ่งจากการเสวนาทางศาสนาแต่ละครั้?

กล่าวโดยสรุป การเสวนาระหว่างศาสนานั้นใช้ทั้งวิธีภวนิย?(objective) เพื่อเรียนรู้ความเชื่อขอคู่เสวนา แต่ขณะเดียวกันก็ใช้วิธีอัตนิยม (subjective) ที่คู่สนทนาจะแสดงความมั่นใ?ความศรัทธา เกี่ยวกับความเชื่อของตนให้คู่สนทนาได้เข้าใจและเห็นคล้อยด้ว?

เนื่องจากการเสวนาทางศาสนายอมรับความแตกต่างระหว่างความเชื่อของคู่สนทน?ความกดดั?ความเครียด ความขัดแย้งทางความคิ?และความเชื่อ อาจเกิดขึ้นได้เสมอ และสิ่งนี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นความสำคัญว่านักการศาสนาควรได้เรียนรู้ท่าท?และวิธีวางตนก่อนการเสวนาอย่างไ?ให้สามารถเสวนากันได้อย่างสันติ ท่ามกลางความแตกต่างในเรื่องทัศนคติทางศาสนาที่คู่เสวนาต่างมีอยู่ทั้งสองฝ่าย



การเสวนาทางศาสนาจำเป็นจะต้อง หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้

? การเสวนาต้องไม่ใช่การประนีประนอมยอมรับการไม่เห็นด้วยและความแตกต่างอย่างสุ่มสี่สุ่มห้?หรือสักแต่ว่ารับสิ่งที่ต่างกันนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง (lazy tolerance) [๕] นั่นคือการเสวนาทางศาสน?จะไม่สนับสนุนความคิดแบบสัมพันธนิยม (relativism)

? การเสวนาจะต้องไม่ใช่การเผชิญหน้าแบบศัตรู หรือการโต้เถียงเพื่อเอาชนะ

? การเสวนาต้องไม่ใช่การตัดสินคู่เสวนาก่อนการเสวนาจะเกิดขึ้?(imperialism) [๖] กล่าวคือ ต้องไม่ใช่การเข้าไปเสวนาด้วยความรู้สึกยิ่งใหญ่ หรือแม้กระทั่งความรู้สึกต่ำต้อ?มีปมด้อยเกี่ยวกับความเชื่อในทางศาสนาของต?ความรู้สึกยิ่งใหญ่ หรือการตัดสินความเชื่อของคู่เสวน?ก่อนที่จะได้เรียนรู้ด้วยการฟัง และการอธิบายจากคู่สนทนานั้?บางครั้งมักแฝงค่านิยมความคิดแบบสัมบูรณนิยม (absolutelism) ว่?สัจธรรมของตนเท่านั้นถูกต้องที่สุ?สมบูรณ์ที่สุ?ดีที่สุด ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสิน และมีอคติต่อคู่เสวนาในที่สุด

? การเสวนาไม่ใช่เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางศาสนา หรือพูดคุยกันอย่างผิวเผินของศาสนิกชนสองฝ่า?

? การเสวนาต้องไม่ม?"วาระแฝ? (hidden agenda) หรือจุดประสงค์อื่นแอบแฝง เช่น เพื่อประโยชน์ในการเผยแผ่ศาสน?(Proselytizing) [๗] หรือการล่อลวงให้ได้ศาสนิกชนเพิ่มขึ้น หากเกิดมีการเปลี่ยนแปลงใ??เกี่ยวกับความเชื่อ ก็ให้เกิดขึ้นตามกระบวนการของการเสวนา เช่น ถ้าคู่เสวนาเรียนรู?เข้าใจ และเปลี่ยนแปลงมานิยมชมชอบความเชื่อของอีกฝ่าย การเปลี่ยนแปลงศาสนาในลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นได้แต่ต้องมิใช่วัตถุประสงค์หลัก เพื่อหาศาสนิกชนเพิ่มโดยอาศัยการเสวนาทางศาสนาเป็นเครื่องมือ

? การเสวนาต้องไม่ใช้ "วิธีการอบเค้? ที่ประกอบด้วยเครื่องปรุงหล่ายอย่างผสมกัน (baking method) [๘] ในที่นี่หมายถึ?การรวมเอาส่วนด??ของแต่ละศาสนามารวมอยู่ในศาสนาของตน ทำให้เกิดการปะปนคำสอ?(syncretism) หรือจนกระทั่งกลายเป็นความเชื่อศาสนาใหม่แตกต่างไปจากความเชื่อเดิมของต?การกระทำเช่นนี้เป็นผลเสียต่อการเสวนามากกว่าการสร้างสรรค์ เพราะผู้เสวนาแต่ละฝ่ายจะต้องเป็นตัวแทนที่ซื่อสัตย์ และเป็นพยานต่อความเชื่อของตน ผู้มิได้ประกาศตัวว่านับถือศาสนาใ?หรืออยู่กลุ่มใดอย่างแน่ชัดจะไม่สามารถบอกคู่เสวนาได้ว่า อะไรเป็นสิ่งผูกพันลึกซึ้งในศาสนานั้น ก็ยากที่จะเป็นตัวแทนของศาสนิกชนในศาสนานั้น ไปเสวนากับอีกฝ่ายหนึ่งได?เพราะผู้นั้นจะขาดการตัดสินคุณค่า (value judgement) ที่เกิดจากประสบการณ์ทางศาสนาที่มีได้เฉพาะศาสนิกชนในศาสนานั้นเท่านั้น



การเสวนาทางศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นในยุคโลกาภิวัตน์

การกล่าวเบื้องต้นว่าการเสวนาทางศาสนาคืออะไ?และมิใช่อะไรนั้น อีกนัยหนึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็?"ที? ของการเสวนาทางศาสน?ที่หลีกเลี่ยงทั้งสัมบูรณ์นิย?(absolutism) และสัมพัทธนิยม (relativism) ขณะเดียวกันก็ได้ชี้ให้เห็น "ที? ของการเสวนาทางศาสนาว่า อยู่ในตำแหน่งของความเชื่อทางศาสนาแบบ "พหุนิย? (religious pluralism) [๙] นั่นคื?การยอมรับว่า ในโลกนี้มีศาสนาอยู่หลายศาสนา ความเชื่อทางศาสนาในโลกนี้มีมากกว่าหนึ่งความเชื่อ และแต่ละศาสนาในหลา??ศาสนานั้นต่างก็มีวิธีการแก้ไขปัญหาของมนุษย์ตามแนวทางของต?จุดมุ่งหมายของความเชื่อศาสนาในลักษณะที่เป็นพหุนิยมนี้อาจเป็นจุดเดียวกันหรือไม่เป็นสิ่งเดียวกันก็ได?กล่าวคือ สัจธรรมสูงสุ?(ultimate reality) อาจเป็นสิ่งเดียวกั?เช่น อาจเป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน หรือเป็นคนละสิ่งที่ไม่เหมือนกั? [Religious Pluralism จึงอาจต่างจา?perennial philosophy กล่าวคือ ปรัชญาแบบหลังนี้เน้นว่าความเชื่อในศาสนาแต่ละศาสนาอาจมีหนทางในการปฏิบัติต่างกันแต่ก็จะนำไปสู่สัจธรรมเดียวกั?เป็นอันหนึ่งอันเดียวกั?ดูรายละเอียดในงานของ Streng, Understanding Religious Life. 239.]

ประเด็นสำคัญของพหุนิยมทางศาสนา (Religious Pluralism) อยู่ที่การยอมรับ "ความหลากหลาย" ของศาสนาที่มีมากกว่าหนึ่?ความหลากหลายนี้แน่นอนว่าอาจเป็นเครื่องชี้ให้เห็น "ความแตกต่า? ดังเช่?Johj Hick [๑๐] นักวิชาการปรัชญาศาสนาชาวอังกฤษ ได้ชี้ให้เห็นลักษณะแตกต่างที่สำคัญ ?ของศาสนาในโลกนี้ เป็นสามกรณีได้แก?กรณีที่หนึ่ง ศาสนาแต่ละศาสนามีประสบการณ์ต่อสิ่งสูงสุดต่างกันในลักษณะที่เป็นบุคค?(personal) เช่น ศาสนาคริสต?อิสลาม ฯล?เป็นความสัมพันธ์กับสิ่งสูงสุดในรูปของพระเจ้า และลักษณะที่ไม่ใช่บุคค?(nonpersonal) เช่น นิพพานในศาสนาพุท?เต๋าในศาสนาเต๋?เป็นต้?กรณีที่สอง ศาสนาต่า??แตกต่างกันด้วยหลักการสอนทางศาสนาและปรัชญ?โดยเฉพาะเงื่อนไขที่ต่างกันในเรื่องการพัฒนาคำสอนทางประวัติศาสตร์และทางวัฒนธรร?และกรณีสุดท้ายเนื่องจากความเชื่อในแต่ละศาสนามีจุดสูงสุดทางศาสนาแตกต่างกันแต่ละศาสนาจึงกำหนดให้ศาสนิกชนของตนมีก?การปฏิบัติ พิธีกรรม ที่ตอบสนองความเชื่อนั้นต่างกันด้วย

เมื่อกล่าวถึงจุดนี?เราอาจเห็นคล้่อยได้ว่า ศาสนาต่า??ในโลกนี้มีความแตกต่า?และมีเอกลักษณ์เฉพาะในแต่ละศาสน? และการเสวนาทางศาสน?รับรองลักษณะ "ความเป็นพห? ของความเชื่อด้วยกันเช่นนั้?นั่นคื?ยอมรับว่าม?"ความหลากหลาย" มีความแตกต่างกัน มีหลายศาสนาในโลกนี?การยอมรับความแตกต่างเรื่องความเชื่?และการปฏิบัติของศาสนาที่หลาหลายนี้ มีความสอดคล้องกับลักษณะโลกาภิวัตน์ของมนุษย?กล่าวคือ ลักษณะหนึ่งของโลกาภิวัตน?คื?การยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความเชื่อทางศาสนา เราไม่สามารถทำให้ทุกคนมีวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาเป็นหนึ่งเดียวได?เราต้องยอมรั?"การมีอยู? ของความแตกต่างที่มาจากวัฒนธรรม และความเชื่อที่หลากหลายนั้?ด้วยการติดต่อสื่อสาร การคมนาคมได้ทำให้ความหลากหลายมาอยู่ใกล้ชิดสัมพันธ์กั?มีความเป็น "โลกเดียว" (global) แต่ขณะเดียวกันลักษณะของโลกาภิวัตน์ก็ยังเพิ่มพูนความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะต?การมีีวัฒนธรรมท้องถิ่น ความ "เฉพาะท้องถิ่? (local) อีกด้ว?การเสวนาทางศาสนาก็เช่นกั?ขบวนการของการเสวนาเป็นการยอมรั?"การมีอยู? ของศาสนาในโลกที่เสนอวิธีที่มีคุณค่าทางจิตวิญญาณต่อศาสนิกชนของแต่ละศาสนาว่ามีมากกว่าหนึ่ง ขณะเดียวกันก?ยอมรับความแตกต่า?และความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนของแต่ละศาสนานั้น เป็นการยอมรับความหลากหลา?แต่ความหลากหลายและความแตกต่างกันนี้ก็สามรถนำไปสู่ความเข้าใ?และความร่วมมือให้เกิดเอกภาพขึ้นได้ (Unity amid Diversity) ด้วยเหตุผลเช่นนี?จึงอาจกล่าวได้ว่?การเสวนาทางศาสนาไม่ว่าระหว่างบุคคลต่างศาสนาหรือกลุ่มคนในศาสนาเดียวกันแต่ต่างนิกา?เป็นวิธีการเรียนรู้ทางศาสนาที่เหมาะสมกับยุคโลกาภิวัตน์อีกวิธีหนึ่ง ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะมีท่าท?หรือกรอบที่เหมาะสมอย่างไรที่จะเสวนากัน ทั้ง ?ที่มีความแตกต่างกันทางความคิ?และให้สามารถเกิดการเสวนาที่แสดงออกมาโดยการพูดการฟั?และการปฏิบัติให้เกิดความเข้าใจและเกิดสันติสุขมากที่สุด



จุดนับพบเบื้องต้นของการเสวนาทางศาสนา

ได้กล่าวไว้ในตอนต้นถึงทัศนคติเกี่ยวกับการเสวนาทางศาสนาว่าควรจะหลีกเลี่ยงอันตรายบางประการ เช่น การหลีกเลี่ยงการใช้มาตรฐานความเชื่?การปฏิบัติของฝ่ายหนึ่งเป็นเกณฑ์ในการตัดสินความเชื่อของผู้อื่?(imperialism) การตัดสินเช่นนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมั่นใจว่า สัจธรรมที่ได้รับอ้างถึงเกี่ยวกับความเชื่อของตนนั้นถูกต้องที่สุ?และสมบูรณ์ที่สุด (absolutism) นั่นคื?คู่สนทนาจะต้องมีใจกว้างที่จะให้โอกาส และรับฟังความเชื่อที่แตกต่างจากความเชื่อของตนได้ ขณะเดียวกันคู่เสวนาจะต้องมีจุดยื?และเป็นตัวแทนความเชื่อที่บุคคลนั้นนับถืออยู่ ข้อตกลงทั้งสองประการนี้ดูเหมือนจะขัดแย้งในตัวเอง แต่ก็เป็็นข้อเสนอแนะที่สำคัญก่อนที่บุคคลจะเสวนาทางศาสน?กล่าวคือ การเสวนาทางศาสนาแต่ละครั้งมิใช่คำตอบสุดท้ายที่จะใช้ตัดสินความเชื่อที่แตกต่างของบุคคลอื่นว่าผิด ว่ามีจุดด้อยและข้อบกพร่อ?เพราะการที่คู่เสวนาพยายามที่จะอธิบายสัจธรรมที่ตนเชื่อและให้เหตุผลว่า ทำไมสัจธรรมนี้จึงมีความสำคัญ มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของตนอย่างยิ่?และคิดว่าน่าจะสำคัญและจำเป็นสำหรับอีกฝ่ายหนึ่งด้วยนั้น เป็นการย้ำจุดยืนที่ซื่อสัตย์ และการเป็นต้วแทนของศาสนาที่ตนนับถื?แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าคู่สนทนาจะตัดสินผู้อื่น ก่อนที่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้อธิบายความเชื่อและความแตกต่างจากมุมมองของคู่เสวนาอีกฝ่ายหนึ่ง คำพูดที่ว่?"ฉันมีคำตอบสุดท้ายที่สมบูรณ์ที่สุดได้รับม?และผู้เปิดเผยสัจธรรมในศาสนาของฉั?ต้องการให้ฉันใช้ความเชื่อที่่ได้รับการเปิดเผยมานี้ ตัดสินสัจธรรมของเธ? [๑๑] ลักษณะการตัดสินจากคำกล่าวนี้มิได้เปิดโอกาสให้คู่เสวนาได้มีโอกาสอธิบายความเชื่อของต?แต่เป็นการตัดสินความเชื่อของผู้อื่นเรียบร้อยแล้วว่าไม่สมบูรณ์เท่าความเชื่อที่ถูกต้องที่สุดของต?การมีทัศนคติเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา แต่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

นอกจากนั้น คู่เสวนาจะเป็นจะต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และใจกล้าพอที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ความเชื่อและการปฏิบัติในศาสนาของตนอย่างตรงไปตรงม?(self-critical) [๑๒] และซื่อสัตย์อีกด้ว?การกล้าสำรวจข้อบกพร่อง และวิจารณ์เพื่อปรับปรุงการประพฤติปฏิบัติบางประการยิ่งจะทำให้ศาสนาของตนมั่นคงมากขึ้?คำแนะนำในข้อนี้จะไม่ขัดแย้งกับการรักษาเอกลักษณ์ความเชื่อของศาสนาของต?กล่าวคือ การกล้าิวิจารณ์อาจปรากฏในรูปการตีความคำสอนใหม่หรือมองความเชื่อ และการปฏิบัติจากแง่มุมใหม่ซึ่งอาจเหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่าการตีความคำสอนในศาสนาของตนนี้จะต้องไม่ขัดกับหลักความเชื่อประการสำคัญที่บันทึกอยู่ในพระคัมภีร์นั่นเอ?เมื่อคู่สนทนาไม่มีอคติ ไม่ว่าในแง่ลบหรือบวกเกี่ยวกับความเชื่อในศาสนาของตนแล้ว การเสวนาระหว่างศาสนานั้นจะดำเนินไปด้วยความซื่อสัตย?และจริงใจต่อกั?(honesty and sincerity) [๑๔] ซึ่งจะนำไปสู่ความเชื่อมั่น (trust) ความไว้เนื้อเชื่อใ?ความจริงใจของคู่เสวนาที่จะเสวนาเพื่อประโยชน์ในทางสร้างสรรค?เนื่องจากอุปสรรคที่สำคัญที่ขัดขวางขบวนการเสวนาทางศาสนาก็คื?ความไม่วางใจซึ่งกันและกันว่าเมื่อเปิดใจพูดกันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะถือโอกาสนำข้อมูลที่ได้จากการเสวนาไปเป็นประโยชน์ในการเผยแผ่ศาสนาเพื่อเพิ่มจำนวนศาสนิกชนในภายหลัง ถ้าการเสวนาเริ่มต้นด้วยความวางใจและจริงใจแล้?การเสวนาก็จะประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

ข้อความตระหนักที่สำคัญอีกประการหนึ่งคื?เมื่อเริ่มต้นเสวนานั้น ทั้งสองฝ่ายต้องมีความต้องการที่จะเสวนาซึ่งกันและกั?[๑๔] มิฉะนั้นการเสวนาจะเป็นเพียงการสัมภาณ์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางศาสนาธรรมดา ?เท่านั้น หัวข้อที่จะนำมาเสวนาก็ควรอยู่ในระดับเดียวกัน คื?ถ้าจะเสวนากันในเรื่องหลักความเชื่อ อีกฝ่ายหนึ่งจำเป็นต้องเสวนาด้วยหลักความเชื่อตามคัมภีร์ด้วย หรือจะเสวนาในระดับความเชื่อหรือข้อปฏิบัติที่แพร่หลายอยู่ในหมู่ศาสนิกชน (popular belife and practice) อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ควรนำความเชื่อที่อยู่ในระดับทฤษฎีมาเสวน?การกล่าวเช่นนี้มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจผิดที่จะเสียเวลาโต้เถียงในลักษณะที่เป็นการพู?"คนละเรื่องเดียวกัั? นั่นเอ?

จากประเด็นข้างต้นนี้จะชี้ให้เห็นว่?การเสวนาทางศาสนาสามารถทำได้กับบุคคลทุกระดั?นับตั้งแต่นักวิชาการทางศาสนาด้วยกันเองจนถึงระดับชาวบ้านที่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องคัมภีร์แต่ได้ปฏิบัติจริง ?ตามความเข้าใจของตนเอ?ก็สามารถเสวนาแสดงความเชื่อของตนให้อีกฝ่ายรู้และเข้าใจกันได?



การเสวนาทางศาสนาแบบต่า??
[๑๕]

? การเสวนาในระดับความเชื่อตามคัมภีร์ (Dialogue of Study)
? การเสวนาโดยเน้นประสบการณ์ทางศาสนาและการปฏิบัติ (Dialogue of Prayer)
? การเสวนาเพื่อชีวิตโดยเน้นการแก้ปัญหา (Dialogue of Life)

การเสวนาในแบบที่หนึ่?มักเป็นการเสวนาในระดับนักวิชาการที่ต้องการเรียนรู้เข้าใจความเชื่อของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะในระดับที่เป็นทางการ มีการอ้างคัมภีร์ เป็นต้?การเสวนาลักษณะนี้เป็นการเสวนาเพื่อเพิ่มพูนความเข้าใจทางปัญญา ซึ่งอาจนำไปสู่การร่วมมือในทางปฏิบัติได?

การเสวนาแบบที่สอ?เป็นการเสวนาโดยการทดลองปฏิบัติ เริ่มด้วยการใช้ความรู้สึกจินตนาการอย่างเห็นอกเห็นใ?(sympathetic imgination) แล้วทดลองปฏิบัติว่?ถ้าเชื่ออย่างนี้แล้วการปฏฺบัติจะเ็ป็นอย่างไร เช่น ใช้วิธ?"การก้าวข้ามไปเยี่ยมประสบการณ? (Passing Over) ขอ?John Dune [๑๖] ไปร่วมลองปฏิบัติถือศีลอดกับเพื่อนชาวมุสลิมเพื่อเรียนรู้ให้เข้าใจความสำคัญของความเชื่อมั่นด้วยการปฏิบัติจริ??(แต่ไม่เปลี่ยนศาสนา) เพื่อให้เข้าใจว่าเพื่อนชาวมุสลิมสามารถปฏิบัติเช่นนี้ได?มีความเชื่?ความศรัทธาหลักข้อใ?มีแรงจูงใจที่สำคัญอย่างไ?ที่ทำให้ชาวมุสลิมมีศรัทธาปฏิบัติศีลอดเช่นนี้ได?เมื่อได้ใช้วิธีลองจินตนากา?และลองร่วมปฏิบัติจริงจนเข้าใจความเชื่อหรือข้อยึดเหนี่ยวที่เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อเรื่องสัจจธรรมสูงสุดที่เป็นแรงจูงใจให้ปฏิบัตินั้นแล้วจึง "ก้าวกลับมายังประสบการณ์ศาสนาเดิม" (Passing Back) กลับมาปฏิบัติศาสนาเดิมของต?วิธีนี้เป็นการเสวนาด้วยการจินตนากา?และการร่วมปฏิบัติกิจกรรมที่อาจทำให้เข้าใจประสบการณ์ทางศาสน?และเข้าใจหลักสัจธธรมสูงสุดหรือจุดหมายปลายทางในศาสนาของคู่เสวนามากยิ่งขึ้?ตัวอย่างอีกประการหนึ่ง ได้แก่ การร่วมกิจกรรม "รถเที่ยงคื? (Midnight Bus) ที่จัดโดยองค์กรคริสตศาสนาชื่อดีอาโคน?(Deakoie) ที่ประกอบด้วยอาสาสมัครชาวคริสเตียนและไม่ใช่คริสเตียน ขับรถตระเวนไปในย่างต่า??เพื่อแจกซุบร้อ??และเค้กที่เหลือจากการขายแต่ละวันของร้านต่า??แก่ผู้ไร้ที่อยู่ (Homeless people) เพื่อประทังความหิวและหนา?กิจกรรมนี้อาสาสมัครที่มิใช่คริสเตียนสามารถร่วมประสบการณ์ และเรียนรู้แรงจูงใจที่อาสาสมัครคริสเตียนที่สละความสุ?และเสี่ยงอันตรายในท่ามกลางอากาศหนาวเย็?เพื่ออกไปช่วยบรรเทาทุกข์ผู้อื่?เพราะต้องการ "แบกไม้กางเขน" (carry the cross) เลียนแบบความเสียสละและรับใช้ผู้อื่นของพระเยซ?เป็นต้?

การเสวนาแบบสุดท้าย เป็นการเสวนาโดยเน้นการแก้ปัญหาที่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นศาสนิกชนของศาสนาใดก็ตามกำลังเผชิญอยู?เช่น ทุกคนในโลกนี้กำลังเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิ?ปัญหาสงครามนิวเคลียร?ปัญหายาเสพติ?ปัญหาสิทธิมนุษยช?เป็นต้?ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนและท้าทายบทบาทของศาสนาให้มีส่วนร่วมแก้ไ?ศาสนิกชนในแต่ละศาสนาควรได้เสวนากันด้วยการมองสภาพปัญห?สาเหตุ ได้หาวิธีแก้ปัญหาโดยวิถีทางตามคำสอนของศาสนาของตน แล้วร่วมมือกันแก้ไขปัญหาที่ทุกคนเผชิญอยู่ดังกล่า?ตัวอย่างของการเสวนารูปแบบนี้ ได้แก่ การร่วมกิจกรรม "ธรรมยาตร? ที่ร่วมจัดโดยสงฆ?นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แล?NGO เป็นการเดินรอบทะเลสาปสงขลา เพื่อกระตุ้นให้ชาวบ้านและผู้เกี่ยวข้องตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบทะเลสาปสงขล?ผู้ร่วมกิจกรรมเป็นทั้งพระสงฆ?ชาวพุท?คริสเตีย?มุสลิม และผู้ไม่นับถือศาสนา ในการเดินพระสงฆ์จะหยุดรับอาหารบิณฑบา?ฉั?สวดมนต?ทำสามธ?สมาชิกในกิจกรรมนี้ก็จะมีส่วนร่วมตั้งแต่สังเก?ร่วมอยู่ในกิจกรร?ร่วมพูดคุย ฟั?ซักถาม ซึ่งอาจมีข้อธรรมรวมอยู่ด้ว?กิจกรรมในลักษณะนี้จัดว่าเป็นการเสวนาทางศาสนาที่รวมการนำคำสอน การปฏิบัติศาสนพิธี และการร่วมกันลงมือปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาที่คนส่วนใหญ่กำลังเผชิญอยู?การเสวนานี้จะบรรลุจุดประสงค์ อย่างน้อยก็ได้แก?ความเข้าใจ และความร่วมมือซึ่งกันและกันระหว่างศาสน?สามารถนำความแตกต่างทางคำสอนมาร่วมทำประโยชน์ให้มนุษย์โลกได้มากที่สุ?

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการเสวนาแบบที่หนึ่งอาจถูกมองว่า เป็นงานของนักวิชาการบน "หอคอยงาช้า? ได้แต่คิ?ไม่ได้ปฏิบัต?แต่ก็ยังเป็นรูปแบบของการเสวนาสำคัญ เพราะในการเสวนาแบบที่สอง และสามนั้น ลงมือปฏิบัติแต่ก็ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจของการเสวนาแบบแรกมาเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



การเสวนาทางศาสนาเป็นสิ่งจำเป็น และเหมาะกับสังคมไทยหรือไม่


การเสวนาทางศาสนาในประเทศไทยเป็นสิ่งจำเป็?เนื่องด้วยความจริงที่ว่าสังคมไทยอยู่ใต้อิทธิพลของโลกาภัวัตน์ ได้รับอิทธิพลจาก "ความเป็นโลกเดียวกัันนี? สังคมไทยซึ่งมีรากฐานมาจากพุทธศาสนาไม่อาจแยกตัวไม่เกี่ยวข้องกับศาสนิกของศาสนาอื่น ศาสนิกชนไทยจึงควรต้องเตรียมทัศนคติ และท่าทีที่เหมาะสมในการมีปฏิสัมพันธ์กับศาสนิกชนของศาสนาอื่?นอกจากนั้น เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์บางประการก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ควรจะมีการเสวนาระหว่างศาสนาด้วย กล่าวคือ ในความรู้สึกของคนไทยบางกลุ่มอาจมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่ในส่วนลึ?เกี่ยวเนื่องจากความพยายามในการเผยแผ่ของศาสนาบางศาสนา คนไทยบางส่วนยังคงหวาดระแวง และไม่มั่นใจที่จะร่ว?"เสวนาระหว่างศาสน? กับศาสนาอื่น ?โดยเฉพาะศาสนาที่เคยถูกกล่าวอ้างว่าอาจมีจุดประสงค์อื่นเคลือบแฝงมาในรูปของการเรียนรู?ในรูปของความพยายามที่จะเข้าใจศาสนาและวัฒนธรรมไทย ความรู้สึกเช่นนี้น่าจะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นควา?"จำเป็น" ที่น่าจะมีการเสวนาระหว่างศาสนาพุทธ และศาสนานั้น ?ด้วยความจริงใจ หรือให้ได้มีโอกาสเสวนาข้อสงสัย และเรียนรู้วิธีการของกันและกัน เพื่อขจัดความหวดระแว?และเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

นอกจากนั้น ถึงแม้ว่าจะมีหลายฝ่ายกล่าว่าสังคมไทยและศาสนาพุทธมีเอกลักษณ์เฉพาะตน ที่ไม่ปรากฏการแบ่งแยกเป็นกลุ่มความเชื่อหลายกลุ่มหลายนิกายมากนั?อาจไม่จำเป็นจะต้องมีกิจกรรมในลักษณะสากลสัมพันธ์ภาพ (ecumenical movement) เช่นเดียวกับบางศาสนา ประกอบกับสังคมไทยค่อยข้างมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา และมีความสงบสุขในระดับพอสมคว?จึงไม่จำเป็นจำต้องมีการเสวนาระหว่างศาสนา เพราะเกรงว่าการเสวนาจะนำตัวผลร้ายมากกว่าผลดี เนื่องจากการเสวนาอาจจะเป็นการไปจี้จุดสงสัย จี้จุดของความหวาดระแวงนั้น สังคมไทยก็ยังน่าทบทวนความเข้าใจเรื่องคุณประโยชน์ของการจัดให้มีการเสวนาทางศาสนา ดังเช่นตัวอย่างจากเหตุการณ์เมื่อประมาณปลายปี ??๒๕๓๘ ที่ไม้มีความพยายามขององค์กรศาสนาหนึ่งจะจัดให้มีการสัมมนาระหว่างศาสนาพุทธ และอีกศาสนาหนึ่งจากประเทศอินเดีย แต่ได้ระงับไ?เนื่องจากความสงสัยในพฤติกรรมของมูลนิธิต่างประเทศที่เป็นผู้จัดนี้ โดยเกรงว่าอาจจะใช้ประเทศไทยเป็นเวทีที่จะสร้างความขัดแย้งระหว่างศาสนาเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่า?ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องความสงสัยเจตนาของผู้จัดมิได้เป็นประเด็นที่จะอภิปรายในที่นี?แต่ประเด็นที่สำคัญที่ต้องการชี้ให้เห็นคื?การให้สัมภาษณ์ของข้าราชการในระดับผู้บริหารของไทย ที่ให้สัมภาษณ์ว่?"การที่จะมาจัดสัมมนาในระหว่างศาสนาไม่มีใครทำกัน จะเป็นจุดล่อแหลมให้เกิดความขัดแย้งขึ้นได? [๑๗] คำให้สัมภาษณ์นี้สะท้องให้เห็นถึงความหวาดระแวงอย่างแพร่หหลา?เกี่ยวกับผลเสียที่อาจสืบเนื่องจากการเสวนาทางศาสนาใ??ในประเทศไท?นอกจากนั้น ความขัดแย้งและไม่เข้าใจกันในหมู่พุทธศาสนิกชนด้วยกันเองในปัจจุบัน เช่น กรณีธรรมกา?และไม่ใช่ธรรมกาย ก็เป็นความจำเป็นที่ใช้ประโยชน์ของการเสวนาทางศาสนามาช่วยผ่อนคลายความขัดแย้งในเรื่องความแตกต่างทางด้านความคิดดังกล่า?จากตัวอย่างที่ยกขั้นมากล่าวนี้?เป็นเครื่องชี้ให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนที่น่าจะมีการทำความเข้าใจในเรื่องหลักกา?วัตถุประสงค์ คุณประโยชน?ท่าทีและทัศนคติที่ควรจะมีในระหว่างศาสนาให้แพร่หลายในหมู่นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เพราะการเข้าใจผิ?และการหวาดระแว?ไม่ไว้วางใจกันระหว่างศาสนาอาจนำไปสู่ความไม่สงบสุขของสังคมโดยส่วนรว?

กล่าวโดยสรุป การเสวนาทางศาสนาแต่ละครั้งอาจจะมิใช่ข้อยุติสุดท้าย และไม่อาจสามารถคาดหวังถึงผลสำเร็จที่จะเกิดได้ทั้งหมด เนื่องจากความซับซ้อนของตัวขบวนการการเสวนาทางศาสนาเอง และเนื่องจากความเกี่ยวข้องในเรื่องธรรมชาติ อันประกอบด้ว?อัตตาของมนุษย์เอ?ทำให้การเสวนาทางศาสนาได้รับการมองว่า เป็นขบวนการที่ยากจะเกิดขึ้?และให้ผลดีตามที่ต้องการได้ แต่น่าจะเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับนักวิชาการทางศาสนาและผู้มีจิตใจกว้างที่จะยอมรับ “ความหลากหลา?และความแตกต่าง?หันมาใช้วิธีกา?และประโยชน์ของการเรียนรู?และเข้าใจศาสนาโดยการเสวนาระหว่างศาสน?ให้มีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่าง ?วิธีเสวนาระหว่างศาสนาที่เคยมีมาแล้วในอดีตอย่างไม่เป็นทางกา?สมควรที่จะได้รับการสนับสนุนให้มีการศึกษา ทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติให้ถูกต้องอย่างเป็นทางการต่อไป

 

เอกสารอ้างอิ?

? S. Wesley Ariarajah. (1991). “Interfaith Dialogue?Dictionary of Ecumenical Movement ed. By Nicholas Lossky, Grand Rapids: William B. Eerdmans Publishing Company, 281-2.

? Ariarajah, 282.

? Frederick J. Streng. (1985). Understanding Religious Life . (Third Edition), California: Wadsworth Publishing Company, 235.

? Leonard Swidler (ed.). (1987). “Interreligious and Interideological Dialogue: The Matrix for All Systematic Reflecttion Today? Toward a Universal Theology of Religion . New York: Orbis Books,6.

? Brenan R. Hill, Paul Knitter and William Madges. (1990). Faith, Religion and Theology . Connecticut: Twenty-Third Publications, 195.

? Hill and others, 196.

? Paul mojzes. (1989). “The What and the How of Dialogue,?Inter-Religious Dialogue ed, by M. Darrol Bryant and Frank Flinn, New York: Paragon House, 1989, 199.

? Hill and others, 195.

? Maurice Friedman, “The Dialoque of Touchstones as an Approach to Interreligious Dialogue.?(1989). Dialogue and Syncretism: An Inter-disciplinary Approach . ed By Jerald D. Gort and others, Michigan: William B. Eerdmans Publishing Company, 76.

๑๐. John Hick. (1981). Philosophy of Religion . New Delhi: Prentice-Hall of India, 127-9.

๑๑. Hill and others, 210.

๑๒. Swidler, 15.

๑๓. Swidler, 14.

๑๔. Mojzes, 24.

๑๕. Hill and others, 203-4.

๑๖. Hill and others, 207-8.

๑๗. มติช?. พุธที่ ๑๕ พฤศจิกาย?๒๕๓๘.

***

ที่ม?: คณะสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร?มหาวิทยาลัยมหิดล. วารสารสหศาสตร์ ปีที??ฉบับที?? หน้า ๗๑-๘๔.

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 8:55 PM