คุณค่าของชีวิตและการแสวงหาความสุขตามคำสอนของศาสน?/div>
 

พระสุริยัญ ชูช่วย
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจริยศาสตร์ศึกษ?
© ลิขสิทธิ์ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล


***

ศาสนาพุท?/u>

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่เกิดขึ้นในดินแดนชมพูทวี?โดยการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้?เมื่อประมา?๔๕ ปีก่อนพุทธศักราช นับเวลาจนถึงปัจจุบันนี?๒๕๔๐ กว่าปีมาแล้ว ขณะนี้ดินแดนดังกล่าวแบ่งเป็น ?ประเทศ ได้แก่ อินเดี?เนปา?ปากีสถาน และบังคลาเทศ (หลักสูตรวิชาพระพุทธศาสนา, ๒๕๓๙: ๒๖? ศาสนาพุทธมีหลักความเชื่อที่ว่าความสุขและความทุกข?เกิดจากการกระทำของมนุษย์เป็นสำคั?/p>

คุณค่าของชีวิต

เป้าหมายของการดำเนินชีวิตในทางพระพุทธศาสนาคื?การดำเนินชีวิตอย่างมีสติที่ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ตนเองและผู้อื่น โดยไม่สร้างความเดือนร้อนให้แก่ตนเองและสังค?ในการดำเนินชีวิตของมนุษย์นั้นควรเป็นไปอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อชีวิตที่ดีมีคุณค่?คำสอนทางพระพุทธศาสนาสอนไว้ว่?สิ่งที่เป็นจุดหมายของการดำเนินชีวิตก็เป็นเรื่องของประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องกับความสุ?เรียกว่า อรรถ?มี ?ประการ ดังนี้

? ทิฏฐธัมมิกัตถะ หมายถึ?ประโยชน์ที่พึงเกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งเป็นประโยชน์เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวันที่บุคคลธรรมดาสามัญทั่ว ?ไปต้องกา?ได้แก่ ลา?ยศ สรรเสริญ และการมีคู่ครองและครอบครัวที่เป็นสุข ซึ่งประกอบด้วยหลักธรรมอันเป็นวิถีนำไปสู่จุดมุ่งหมา?หรือ เรียกอีกอย่างว่า "หัวใจของเศรษฐี" มี ?ประการ

? อุฏฐานสัมปทา คื?เลี้ยงชีพด้วยความขยั?ประกอบการงานด้านกสิกรร?พาณิชยกรรม รับราชกา?ฯล?เป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้าน ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องสอดส่องพิจารณาให้รอบคอ?/blockquote>

? อารักขสัมปทา คื?รู้จักรักษาทรัพย์สมบัติที่หามาได้ด้วยความขยันและความชอบธรร?มิให้สูญหา?ชำรุดรู้จักซ่อมแซม ใช้จ่ายแต่พอสมคว?/p>

? กัลยาณมิตต?คื?คบคนดีเป็นมิตร เป็นที่ถึงพร้อมด้วยศรัทธ?ศี?จาคะ ปัญญ?เป็นมิตรแท้มีความจริงใ?ไม่ชักชวนไปในทางที่เสียหาย ฯล?/p>

? สมชีวิตา คื?การดำเนินชีวิตให้เหมาะสมกับอัตภาพหรือฐานะของตน รู้ทางที่เจริญ และทางที่เสื่อมเสียของโภคทรัพย?ใช้จ่ายที่เหมาะส?ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ให้ฝืดเคือง รายรับต้องได้มากกว่ารายจ่า?(อง?อฏฺฐ? ๒๓/๕๔/๓๒?

? สัมปรายิกัตถ?/strong> หมายถึ?ประโยชน์เบื้องหน้าเป็นหลักประกันชีวิตในอนาคต และภพหน้?ซึ่งเป็นประโยชน์ที่สูงกว่าประโยชน์ในปัจจุบันเป็นคุณค่าของชีวิตและยังเป็นประโยชน์ที่พึงได้ในโลกนี้เช่นเดียวกั?เป็นความเจริญเติบโตงอกงามแห่งชีวิต ซึ่งประกอบด้วยหลักธรรม มี ?ประการ

? สัทธาสัมปท?คื?เชื่อในพระปัญญาการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้?และเชื่อในพระธรร?คำสั่งสอนของพระองค์ที่ให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติทั้งในชาตินี้และชาติหน้า เชื่อในการทำดีได้ด?ทำชั่วได้ชั่?/blockquote>

? ศีลสัมปท?คื?ถึงพร้อมด้วยการรักษาศีลด้วยความบริสุทธิ์ใจ มีความประพฤติดีงาม ประกอบอาชีพสุจริ?มีระเบียบวินัยในการดำเนินชีวิต น่าเลื่อมใ?/p>

? จาคสัมปท?คื?ประกอบด้วยการเสียสละ มีความรักความเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปันให้แก่บุคคลอื่นโดยทั่วหน้?/p>

? ปัญญาสัมปท?คื?ถึงพร้อมด้วยปัญญ?การใช้ปัญญาในการพิจารณาไตร่ตรองโดยแยบคาย เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ตนเองและผู้อื่?และกำจัดให้สิ้นความทุกข์โดยสิ้นเชิ?(อง?อฏฺฐ? ๒๓/๕๔/๓๒?

? ปรมัตถ?/strong> หมายถึ?ประโยชน์สูงสุด อันหมายถึงนิพพาน คื?ดับกิเลสและทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง รู้แจ้งสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง รู้เท่าทันคติธรรมของสังขารธรรมทั้งหลาย ไม่ตกเป็นทาสของโลกและชีวิต ไม่ถูกบีบคั้นด้วยอำนาจความยึดถือ สามารถทำจิตใจให้เป็นอิสร?ผ่องใส สง?มีความสุขใ?รู้แจ้งสภาวะของสิ่งทั้งปวง หลุดพ้นจากความทุกข?ดับอวิชช?ตัณห?และอุปาทาน ประโยชน์สูงสุดนี้ผู้ประกอบด้วยหลักอริยมรรคมีองค์ ?อันเป็นแนวทางแห่งการปฏิบัติย่อมสามารถเข้าถึงความสุขอันสูงสุดนี้ได้ กล่าวคือ เป็นความสุขระดับโลกุตตระ

ความสุ?/blockquote>

ความสุ?ในทางพระพุทธศาสนาแบ่งออกเป็น ?ระดั?ได้แก่ โลกียสุข คื?ความสุขแบบชาวโลก แล?โลกุตตระสุ?คื?ความสุขเหนือชาวโลก

? โลกียสุข คื?ความสุขแบบชาวโลก ที่มีความอยา?ความปรารถน?ที่จะให้ได้มาในสิ่งที่ต้องกา?เป็นความสุขที่พระพุทธศาสนาสอนแก่ผู้ที่มีชีวิตอยู่เป็นคฤหัสถ์หรือผู้ที่ครองเรือนมีอยู??ประการ ดังนี้

(? อัตถิสุข สุขเกิดจากความมีทรัพย์ คือความภูมิใ?เอิบอิ่มใจ ว่าตนมีโชคทรัพย์ที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงความขยันหมั่นเพียรของตนและโดยชอบธรรม

(? โภคสุข สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ คื?ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนได้ใช้ทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบธรรมนั้?เลี้ยงชี?บำรุงบิดามารดา สามีภรรย?บุตร มิตร และบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์

(? อนณสุข สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี?คื?ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจว่?ตนเป็นอิสระไม่มีหนี้สินติดค้างใค?/p>

(? อนวัชชสุ?สุขเกิดจากความประพฤติไม่มีโท?คื?ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจว่?ตนมีความประพฤติสุจริ?ไม่บกพร่องเสียหา?ใค??ติเตียนไม่ได้ทั้งทางกา?วาจา และใ?(อง?จตุกฺก. ๒๑/๖๒/๙๑)

ความสุขระดับนี?ถึงแม้ว่าจัดเป็นโลกียสุขแต่ก็ถือว่าเป็นความสุขที่ควรแสวงหาตามโลกียวิสัยของมนุษย์ปุถุชนคนทั่วไป เพราะเป็นความสุขที่ชอบธรรมไม่มีการเบียดเบียนกั?การแสวงหาความสุขแบบนี้ทำให้ชีวิตมีคุณค่า มีสุขภาพจิตด?และมีผลเป็นสุขตามแบบชาวโลก

? โลกุตตระสุ?/strong> คื?ความสุขที่อยู่เหนือวิถีชาวโล?หมายถึ?ความสุขอันเป็นเรื่องภายในจิตใจที่เกิดจากการปฏิบัติด้วยสติปัญญา ความสุขระดับนี้จะเข้าถึงได้ด้วยหลักอริยมรร?อันเป็นแนวทางแห่งการปฏิบัติของบุคค?เพื่อให้เกิดความดีสูงสุด หลักอริยมรรค มี ?ประการ ดังนี้

? สัมมาทิฐ?(ความเห็นชอ? หมายถึ?ทัศนคต?ความเข้าใจ ความรู?ที่เกิดจากปัญญาต่อสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริ?มีความรู้แจ้งในอริยสัจ ?คื?
          (? รู้จักทุกข?
          (? รู้จักเหตุแห่งทุกข?
          (? รู้จักเรื่องการดับสิ้นไปแห่งทุกข?
          (? รู้จักทางที่ปฏิบัติแห่งการดับสิ้นไปแห่งทุกข์

ในพระไตรปิฎกอธิบายถึงสัมมาทิฏฐ?ดังนี้ "ภิกษุทั้งหลา?สัมมาทิฏฐิคืออะไ?ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทั?ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้เรียกว่?สัมมาทิฏฐิ" (ที.? ๑๐/๒๙?๓๔?

? สัมมาสังกัปป?(ความดำริชอ? หมายถึ?การนึกคิดที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรร?มี ?ประการ คื?

(? ดำริออกจากกา?(เนกขัมมสังกัปป? หมายถึ?ความโล?ความโกรธ และความรักใคร่ในวัตถุกามที่ทำให้ขัดข้องหมองใ?/p>

(? ดำริในอันที่จะไม่พยาบา?(อพยาบาทสังกัปป? หมายถึ?ไม่คิดปองร้า?เคียดแค้นผู้อื่น แต่กลับมีความคิดที่เมตตา หมายถึ?ความปรารถนาด?ต้องการให้เขามีความสุข

(? ดำริในการที่จะไม่เบียดเบีย?(อวิหิงสาสังกัปป์) หมายถึ?ไม่คิดทำร้ายผู้อื่?แต่กลับคิดช่วยเหลือเขาให้พ้นจากความทุกข์ (พระธรรมปิฎ???ปยุตฺโ?, ๒๕๔๒ : ๗๕?

ในพระไตรปิฎกอธิบายถึงสัมมาสัมกัปปะ ดังนี้ "ภิกษุทั้งหลา?สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน เนกขัมมสังกัปป?อพยาบาทสังกัปป?อวิหิงสาสังกัปป์ นี้เรียกว่?สัมมาสังกัปป?quot; (อง?ปญฺจ? ๒๒/๒๕/๒๒)

? สัมมาวาจ?(มีวาจาชอ? หมายถึ?การพูด การเจรจา ด้วยถ้อยคำที่ถูกต้อง อ่อนหวาน มีความไพเราะ มี ?ประการ คื?/p>

(? เว้นจากการพูดเท็?คื?ไม่พูดโกหก ไม่หลอกลวงหรือกล่าวให้คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง แต่ควรพูดสิ่งที่เป็นจริงไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใ??/p>

(? เว้นจากการพูดส่อเสีย?คื?ไม่พูดยุยง หรือเสียดแทงผู้อื่นให้เจ็บช้ำน้ำใจ แต่ควรพูดถ้อยคำที่สมานสามัคค?/p>

(? เว้นจากการพูดคำหยา?คื?ไม่พูดจาด้วยถ้อยคำที่รุนแรงลาม?เช่น คำด่?คำประชดหรือกระแทกแดกดั?แต่ควรพูดด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน น่าเชื่อถื?น่าฟัง มีเหตุผล

(? เว้นจากการพูดเพ้อเจ้?คื?ไม่พูดไร้สาร?พูดเล่?พูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ควรพูดด้วยถ้อยคำที่สมเหตุสมผล มีประโยชน์ทางจิตใจ และทางการประพฤติปฏิบัต?

ในพระไตรปิฎกอธิบายถึงสัมมาวาจา ดังนี้ "ภิกษุทั้งหลา?การเว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการพูดส่อเสีย?เว้นจากการพูดเพ้อเจ้?นี้เรียกว่าสัมมาวาจา" (ที.?๑๐/๒๙?๓๔?

? สัมมากัมมันต?(การทำการงานชอบ) หมายถึ?การกระทำที่ถูกต้องมี ?ประการ คื?/p>

(? เว้นจากปาณาติบาต คื?การเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรือเบียดเบียนโดยเจตนาต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

(? เว้นจากอทินนาทาน คื?การเว้นจากการถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตน โดยอาการขโมย หรือการใช้อำนาจของตนโดยมิชอบ

(? เว้นจากกาเมสุมิจฉาจา?คื?การเว้นจากการประพฤติในกามกับบุคคลที่มีเจ้าของหวงแห?เช่น บุตรหญิงชา?ภรรยาและสามีผู้อื่?/p>

ในพระไตรปิฎกอธิบายถึงสัมมากัมมันตะ ดังนี้ " ภิกษุทั้งหลา?สัมมากัมมันตะเป็นไฉน ภิกษุทั้งหลา?การเว้นจากปาณาติบา?เว้นจากอทินนาทาน เว้นจากกาเมสุมิจฉาจารนี้เรียกว่า สัมมากัมมันต?quot; (ที.? ๑๐/๒๙๙๓๔๘)

? สัมมาอาชีว?(การเลี้ยงชีพชอ? หมายถึ?การเลี้ยงชีพในทางที่ถูกต้องโดยชอบธรร?อาชีพที่สุจริต งดเว้นจากอาชีพที่ผิดกฎหมายและศีลธรรม (มิจฉาอาชีว? ?อย่า?ดังนี้
          (? ค้าขายเครื่องประหารทำลายกั?เช่น ปื?ระเบิด อาวุธสงครา?เป็นต้?br>           (? ค้าขายมนุษย์
          (? ค้าขายสัตว์สำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหาร
          (? ค้าขายน้ำเมา หรือสิ่งเสพย์ติดทุกชนิ?br>           (? ค้าขายยาพิ?br>

ในพระไตรปิฎกอธิบายสัมมาอาชีว?ดังนี้ "ดูกรภิกษุทั้งหลา?ก็สัมมาอาชีวะเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สำเร็จอยู่ ด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ นี้เรียกว่?สัมมาอาชีว?quot; (ที.? ๑๐/๒๙?๓๔?

"สาวกพึงหลีกเลี่ยงการค้าประเภทต่อไปนี?คื?ค้าขายเครื่องประหา?ค้าขายมนุษย์ ค้าขายสัตว์สำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหาร ค้าขายน้ำเมา และค้าขายยาพิษ" (อง?ทส?๒๔/๙๑-๙๔/๑๘?๒๐?

? สัมมาวายาม?(ความพยายามชอ? หมายถึ?ความเพียรพยายามที่ถูกต้องในสิ่งที่ดี มี ?อย่า?คื?
          (? เพียรระวังไม่ให้เกิดบาปและอกุศลขึ้นในสันดานหรือนิสัยของต?br>           (? เพียรละบาปที่เกิดขึ้นในสันดานของตนให้หมดสิ้นไป
          (? เพียรสร้างบุญกุศลให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง
          (? เพียรรักษาบุญกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้มีอยู่มั่นค?อย่าให้สูญสิ้นไป (ที.?๑๐/๒๙?๓๔?

ในพระไตรปิฎกอธิบายถึงสัมมาวายามะ ดังนี้

ภิกษุทั้งหลา?สัมมาอาชีวะเป็นไฉน นี้เรียกว่?สัมมาวายาม?คื?ภิกษุในธรรมวินัยนี?br> สร้างฉันทะ พยายาม ระดมความเพีย?คอยเร้าจิตไว?มุ่งมั่น เพื่?ป้องกั? อกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้?br> สร้างฉันทะ พยายาม ระดมความเพีย?คอยเร้าจิตไว?มุ่งมั่น เพื่อละอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้?br> สร้างฉันทะ พยายาม ระดมความเพีย?คอยเร้าจิตไว?มุ่งมั่น เพื่?สร้า? กุศลธรรมที่ยังไม่เกิ?ให้เกิดขึ้?br> สร้างฉันทะ พยายาม ระดมความเพีย?คอยเร้าจิตไว?มุ่งมั่น เพื่อความดำรงอยู?ไม่เลือนหา?เพื่อภิญโญภา?เพื่อความไพบูลย์ เจริญเต็มเปี่ยมแห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (ที.?๑๐/๒๙?๓๔?

? สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) หมายถึ?ความระลึกหรือการตั้งสติในทางที่ถูกต้อง คือมีสติรอบคอบระลึกได้ ก่อนที่จะท?ก่อนพู?ก่อนคิ?และระลึกถึงความดีงาม สิ่งที่เป็นบุญกุศล สิ่งที่ทำให้จิตใจผ่องใ?และปฏิบัติให้เกิดศีล สมาธ?ปัญญ?ในพระไตรปิฎกอธิบายถึงสัมมาสต?ดังนี้ สัมมาสติ เป็นไฉ?สต?คื?การคอยระลึกถึงอยู่เนือ??การหวนระลึ?(ก็ดี) สต?คื?ภาวะที่ระลึกได?ภาวะที่ทรงจำไว?ภาวะที่ไม่เลื่อนหา?ภาวะที่ไม่ลื?(ก็ดี) สต?คื?สติที่เป็นอินทรีย์ สติที่เป็นพล?สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค?ที่เป็นองค์มรร?นับเนื่องในองค์มรร?นี้เรียกว่?สัมมาสติ (อภ?วิ. ๓๕/๑๘?๑๔?

? สัมมาสมาธิ (จิตตั้งมั่นชอบ) หมายถึ?ความตั้งใจ ความตั้งมั่นในอารมณ์ให้เป็นหนึ่ง ไม่หวั่นไห?ไม่ฟุ้งซ่า?ทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ให้เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ ในพระไตรปิฎกอธิบาย ดังนี้ "สัมมาสมาธิ เป็นไฉ?ความตั้งอยู่แห่งจิ?ความตั้งแน่วแห่งจิ?ความมั่นลงไปแห่งจิ?ความไม่ส่ายไ?ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่ไม่ซัดส่า?ความสง?(สมถะ) สมาธิอินทรีย?สมาธิพละ สัมมาสมาธิ สมาธิสัมโพชฌงค?ที่เป็นองค์แห่งมรร?นับเนื่องในมรร?อันใ?นี้เรียกว่?สัมมาสมาธิ" (อภ?วิ.๒๕/๑๘?๑๔?

หลักอริยมรรค ?นี?เป็นหลักการปฏิบัติที่วางให้เป็นแนวทางนำไปสู่ความสุ?อันเป็นความสุขสูงสุดในทางพระพุทธศาสนาที่ถือว่าเป็นความสุขที่หลุดพ้นจากสังสารวั?คื?ไม่มีการเวียนว่า?ตายเกิดอีกต่อไ?และจัดเป็นความสุขระดับโลกุตตระที่มีความละเอียดอ่อน มีความประณีต หมายถึ?"นิพพาน" ลักษณะสำคัญของนิพพานที่สืบเนื่องมาจากความหมายว่า "ดั?quot; ซึ่งนับว่ามีจุดเด่นน่าสนใจ มีอยู่ ?อย่า?คื?/p>

? ดับอวิชช?หมายถึ?การเกิดญาณทัศนะอันสูงสุด หยั่งรู้สัจธรร?/p>

? ดับกิเลส หมายถึ?กำจัดความชั่วร้า?และของเสียต่าง ?ภายในจิตใจ หมดเหตุที่จะเกิดปัญหาความเดือดร้อนวุ่นวายต่างๆ แก่ชีวิตและสังขา?/p>

? ดับทุกข์ หมายถึ?ความหมดทุกข์ บรรลุสุขอันสูงสุ?ความดับระดับที่สามนี?คื?ความสุ?หรือความดับทุกข์สิ้นทุกข?

ความสุขมีความสำคัญมากในทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในการปฏิบัติธรรมถือว่า พุทธจริยธรรมไม่แยกต่างหากจากความสุ?ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การทำความดีต่า??ทั่วไป ก็เรียกว่า "บุ?quot; มีพุทธพจน์ตรัสว่?"บุญเป็นชื่อของความสุ?quot; (ขุ.อิติ.๒๕/๒๐?๒๔?อง?สตฺต?๒๓/๕๙/๙๐) ส่วนในการบำเพ็ญเพียรทางจิตหรือเจริญภาวนา ความสุขก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกิดสมาธ?เมื่อจิตเป็นสมาธิบรรลุฌานแล้?ความสุขก็เป็นองค์ประกอบของฌานและสูงขึ้นไปที่สุดของฌานจนไปสู่ความสุขที่ประณีตนั้น คื?quot;นิพพาน" และนิพพานก็เป็นความสุข (พระธรรมปิฎ? ๒๕๓๙: ๕๒?

***

ศาสนาคริสต?/u>

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาเทวนิย?ที่มีถิ่นกำเนิดแถวประเทศปาเลสไตน?เป็นศาสนาที่สืบต่อมาจากศาสนายูดายของชนชาติยิ?มีพระเยซูเป็นศาสดา ที่จะนำมนุษย์ไปสู่ความรอ?ให้พ้นจากความทุกข์และเข้าถึงอาณาจักรของพระเจ้า การดำเนินชีวิตของชาวคริสต์นั้น มีความศรัทธาในพระเจ้าเพียงองค์เดีย?คื?พระยาเวห์หรือพระยะโฮวาห์ ที่มีลักษณะเป็นตรีเอกภาพเป็นองค์เดียวกัน คื?พระบิด?พระบุต?และพระจิ?และเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่ง รวมทั้งเป็นบ่อเกิดแห่งคุณธรรมต่า??ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาแห่งความรักที่สอนให้มนุษย์รักพระเจ้า และรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกั?(ฟื้น ดอกบัว, ๒๕๓๙: ๑๙? ดังในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลสอนว่า "ให้มนุษย์รักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของท่า?ด้วยสุดความคิด และด้วยสิ้นสุดกำลังของท่าน และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอ?quot; (มาระโก. ๑๒:๓๐-๓๑)

คุณค่าของชีวิต

จุดมุ่งหมายของการดำเนินชีวิตในคำสอนของศาสนาคริสต?คื?การดำเนินชีวิตที่มีความรักความเมตตาปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุ?โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดอยู่ที่การกลับคืนสู่ความสัมพันธ์ กับพระเจ้า และมีชีวิตนิรันดรในอาณาจักรของพระเจ้?แต่การที่จะไปสู่จุดหมายนั้?มนุษย์จะต้องมีศรัทธาและปฏิบัติตามหลักคำสอนที่พระเจ้าทรงประกาศผ่านพระเยซูให้มนุษย์สร้างความดี ละเว้นบาปหรือความชั่?มนุษย์ก็จะรอดพ้นจากบาปและกลับไปมีชีวิตร่วมกับพระเจ้าดังเดิ?

ตามหลักคำสอนของศาสนาคริสต์นั้น พระเจ้าทรงเป็นจุดหมายสูงสุดของความศรัทธา และทรงเป็นความสุขที่นิรันด?การเคารพเชื่อฟัง และจงรักภักดีต่อพระเจ้?ก็จะทำให้ได้รับความรักความเมตตาจากพระเจ้าและมนุษย์ต้องตระหนักอยู่เสมอว่าชีวิตมนุษย์พระเจ้าเป็นผู้สร้าง ชีวิตเป็นของพระเจ้?(ปฐมกาล. ?๒๗) พระองค์ทรงรักมนุษย?แม้ว่ามนุษย์จะทำความชั่วมีบาปติดตั?พระองค์ก็ยังทรงไถ่บาปและให้อภัยแก่มนุษย์ผู้กระทำความผิ?ซึ่งมาจากความรักความเมตต?และเป็นความรับผิดชอบของพระองค์

ชาวคริสต์เชื่อว่?การสร้างความดีตอบแทนแก่พระเจ้า และเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์นั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรตระหนักว่าเป็นหน้าที?เพราะความดีนั้นเกี่ยวข้องกับความสุขที่มนุษย์ในสังคมปรารถนา มีคุณค่าต่อการดำเนินชีวิ?เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติภา?ดังนั้?การสร้างความดีของชาวคริสต์ เพื่อปฏิบัติตามคำสอนเรื่องการรักเพื่อนมนุษย์ จึงเป็นไปในรูปแบบของการสร้างสาธารณประโยชน์ที่ก่อให้เกิดความสุขแก่สังคมส่วนรว?เช่น จัดตั้งโรงเรีย?มหาวิทยาลั?โรงพยาบา?และด้านสังคมสงเคราะห?ฯล?

อย่างไรก็ตามการบำเพ็ญประโยชน์เหล่านี?มาจากหลักคำสอนที่สำคัญอันเป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิตของชาวคริสต?คื?"รักพระเจ้าสุดจิตสุดใ?และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอ?quot; (มัทธิว. ๒๒:๓๗-๓๙) ซึ่งเป็นคำสอนที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าและมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกั?ที่แสดงออกถึงอานุภาพแห่งความรักความเมตตาในศาสนาคริสต?อันเป็นความรักที่ไม่มีขอบเขตที่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเชื้อชาติ ศาสน?ภาษา และวัฒนธรร?ฯล?ซึ่งเป็นการปลูกฝังและสร้างความรักให้เกิดขึ้น อันเป็นพื้นฐานของจิตใจ เพื่อให้เกิดสันติภาพแก่ตนเอง และเผื่อแผ่แก่ผู้อื่นโดยทั่วถึงกัน ความรักในศาสนาคริสต์มาจากพื้นฐานของบัญญัติ ๑๐ ประการ (Ten Commandments) ในพระคัมภีร์เก่า ที่ทรงบัญญัติผ่านโมเสส ดังนี้

อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกจากเรา
อย่าออกพระนามพระเจ้าอย่างไม่สมคว?br> จงระลึกถึงวันสะบาโตถือเป็นวันบริสุทธิ์
จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้าเพื่ออายุเจ้าจะได้ยืนนา?br> อย่าฆ่าค?br> อย่างล่วงประเวณีผัวเมียเขา
อย่าลักทรัพย?br> อย่าเป็นพยานเท็จ
อย่าโลภสิ่งครัวเรือนของเพื่อนบ้า?br> อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้า?หรือทาสทาสีของเข?
(อพยพ. ๒๐:?๑๗)

ข้อบัญญัติทั้ง ๑๐ ประการนี?นับได้ว่าเป็นหลักการปฏิบัติในการดำเนินชีวิตสำหรับมนุษย?ทำให้มนุษย์เกิดความจงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า และเป็นหลักศีลธรรมที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติภาพ เพื่อเป้าหมายอยู??ประการ

(? เป้าหมายตามหน้าที่และบทบาทของมนุษย์แต่ละคนในสังค?หมายถึ?การดำเนินชีวิตของมนุษย์แต่ละคน ไม่ว่าจะมีสถานภาพทางสังคมเช่นใ?เช่น เป็นตำรว?ทหาร พยาบาล แพทย?คร?ฯล?ก็ทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ก็ถือว่าเป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้?

(? เป้าหมายเพื่อความสุขที่นิรันดร ซึ่งเป็นเป้าหมายที่มนุษย์ขณะยังมีชีวิตอยู่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดอุทิศตนและการกระทำของตนเพื่อพระเจ้?การกระทำเพื่อพระเจ้าเป็นการกระทำที่สูงส่งกว่าการกระทำใ??ทั้งปว?ซึ่งมีแนวทางดังนี้
          ??มีความศรัทธาต่อพระองค์และปรารถนาที่จะใช้ชีวิตนิรันดร
          ??ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้?คื?ยอมรับว่าชีวิตและความดำเนินไปของชีวิตเราเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค?br>           ??มีระเบียบวินัย ส่งเสริมการเรียนรู้ของตนเองและทางด้านศาสนา ขอคำแนะนำจากผู้ที่รู้ดีกว่าต?br>           ??กระทำกิจกรรมเพื่อสงเคราะห์บุคคลอื่?เพื่อสาธารณประโยชน?และเพื่อเป็นเกียรติแก่พระเจ้?br>           ??สวดมนต์ภาวนาและปฏิบัติกิจศาสนาตามข้อบัญญัต?(ชนุตรา อิทธิธรรมวินิจ, ๒๕๓๗: ๑๓?

แนวทางดังกล่าวนี?หากมองในแง่ความหมายจริยธรร?อันเป็นแนวทางการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาคริสต?ย่อมแสดงให้เห็นว่า ชีวิตของมนุษย์มีคุณค่าในการดำเนินชีวิต เพราะการปฏิบัติตามพระบัญญัติและมีความศรัทธาต่อพระเจ้?ก็จะมีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้?(อาณาจักรของพระเจ้า) ด้วยอำนาจแห่งความรักความเมตตาที่แสดงออกต่อมวลมนุษย์ที่มีผลทางด้านจิตใจ สร้างความมั่นใ?และกำลังใจ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากองค์ประกอบของจริยธรรม ชาวคริสต?คื?/p>

? พันธสัญญ?(Covenant) หมายถึ?เป็นข้อผูกพันหรือสัญญาระหว่างพระเจ้า (ผู้สร้าง) กับผู้ถูกสร้าง (มนุษย์) พระเจ้าประทานบัญญัติให้เป็นแนวปฏิบัต?เพื่อที่จะให้มนุษย์กลับสู่อาณาจักรของพระเจ้า และมนุษย์ผู้ถูกสร้าง จะต้องเชื่อฟัง มีความซื่อสัตย?อ่อนน้อม ฯล?ต่อพระเจ้า (ปฐมกาล. ??๑๗)

? อาณาจักรของพระเจ้า (Kingdom of God) หมายถึ?สถานการณ์หรือสภาวะที่เกิดขึ้นแล้วขณะนี?และยังไม่เกิดขึ้นสมบูรณ์จนกว่าจะถึงวันสิ้นโล?(Now and not yet paradox) ที่ผู้เคารพเชื่อมั่นและศรัทธาในพระเจ้าสามารถเข้าถึงได้ ทางรอดอันนำไปสู่อาณาจักรของพระเจ้าอันเกิดจากอำนาจของพระคุณหรือพระหรรษทานของพระเจ้า (grace) และข้อปฏิบัติตามหลักการของพระเจ้?ที่มีอยู่ทั้งในโลกนี้และโลกหน้าด้วยพระคุณและการที่มนุษย์เชื่อฟังและปฏิบัติตามบัญญัติต่าง ?มนุษย์เข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้?อันเป็นผลมาจากการดำเนินชีวิตด้วยหลักกา??ประการ คื?รักพระเจ้าสุดจิตสุดใ?และรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเอ?กล่าวคือ มนุษย์จะเข้าถึงได้ก็ต่อเมื่อรู้จักเสียสละสมบัติภายนอ?เพราะอาณาจักรพระเจ้าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางวิญญาณ และผู้ที่ไม่สามารถสละสมบัติภายนอกได้ย่อมไม่สามารถเข้าถึงอาณาจักรพระเจ้าได้

? การรู้สำนึกผิดและมีการเปลี่ยนแปล?(Repentance) หมายถึ?สำนึกผิดและมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและด้านจิตใจตัวเอ?ยอมรับกฎเกณฑ์พระเจ้า จนทำให้มีการพัฒน?จริยธรรมของตัวเองจนกระทั่งมีชีวิตที่ดีขึ้น

? ความเป็นสาวก (Discipleship) หมายถึ?บุคคลที่ทำตามประสงค์ของพระเจ้า (ลูกา. ?๒๑) และศรัทธาที่จะทำงานเพื่อพระเจ้?(ลูกา. ?๕๗-๖๒)

? ข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ?(Law) หมายถึ?ข้อบังคับที่เกี่ยวกับการปกครองชาวอิสราเอลในพระคัมภีร์เก่?ต่อมาพระเยซูได้เพิ่มเติมกฎเกณฑ์เหล่านี?อันเป็นอำนาจที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในที่เป็นคุณภาพของจิตใจ

? ความรั?/strong> (Love หรือ Agape) หมายถึ?ความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย?ซึ่งในทางศาสนาคริสต์ กล่าวถึงความรักว่า "จงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเอง" (มัทธิว. ๒๒:๓๙) และมีความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นเป็นสุข ความรักซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ากว่าทรัพย์สินเงินทองและสมบัติอันใ??ในโลกนี้ อันเป็นบรรทัดฐานและพื้นฐานสำคัญของศาสน?/p>

? การให้พร (Beatitudes) หมายถึ?ความสุขที่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน เช่น คำสอนที่มาจากการแสดงเทศนาบนภูเขา ที่เป็นการให้ความหวังแก่มนุษย์ทุกชนชั้?และยังเป็นการวางรากฐานของจริยธรรมในการดำเนินชีวิตของชาวคริสต์อีกด้วย (มัทธิว. ??๑๒; ลูกา. ?๒๐-๒๓)

การดำเนินชีวิตของชาวคริสต์ในโลกนี้ ชาวคริสต์เชื่อว่?โลกนี้เป็นทางผ่านหรือมีชีวิตอยู่ชั่วคราว โลกหน้าหรืออาณาจักรของพระเจ้าและการมีชีวิตที่นิรันดร ยังเป็นความหวังและความปรารถนาของชาวคริสต์ทุกคน การมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ การได้ทำหน้าที่ตามพระประสงค์ของพระเจ้าถือว่าเป็นความดีที่ทำให้ชีวิตในโลกปัจจุบันมีความสุขและชีวิตมีคุณค่?เช่น การมีความรักต่อเพื่อนมนุษย?เสียสล?ทำหน้าที่ในสังคมให้ดีที่สุ?ฯล?ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ประสงค์ให้เกิดสันติภาพและความสุขขึ้นแก่มวลมนุษย์

ความสุ?/p>

ความสุขตามคำสอนศาสนาคริสต์ คื?ความสุขทางจิตวิญญาณที่มีความเชื่อว่า หากมนุษย์ทำความดีพระเจ้าก็ทรงรักและเมตตาที่แสดงออกถึงความต้องการทางด้านจิตใจ ความจงรักภักดีต่อพระเจ้า และมีความรู้สึกว่าตนมีบา?เอาตัวไม่รอด ช่วยเหลือตัวเองไม่ได?จำเป็นต้องอาศัยการช่วยเหลือจากพระเจ้?ความทุกข์ทรมานและความเจ็บปวดต่าง ?เป็นเครื่องหมายอย่างหนึ่งของการทดสอบศรัทธาที่จะนำทางไปสู่ความรอด เพราะความรอดนั้นจะได้มาด้วยความยากลำบากและการทดสอบ ซึ่งมิใช่มนุษย์ทุกคนจะไปถึงได้ นอกจากนี้ความทุกข์ทรมานและความเจ็บปวดทั้งหลา?ยังเป็นเครื่องเตือนสติว่?มนุษย์เราอ่อนแอและไม่ได้มีพละกำลังที่วิเศษแต่ประการใ?อาจมีการเจ็บไข้ได้ป่วยและมีความทุกข์เกิดขึ้นได้เสม?จึงมิควรหลงลืมตัวขาดความเชื่อและไว้วางใจในพระเจ้?การสวดมนต์อ้อนวอนเป็นสิ่งที่บรรดาศาสนิกควรมีต่อพระเจ้า พระเจ้าก็จะช่วยเหลือแก่ผู้ที่มาสวดมนต์อ้อนวอนต่อพระองค์ด้วยความเคารพและศรัทธ?หากผู้ที่ต้องการความสุขก็จะได้รับความสุข และก็มีความมั่นใจว่าตนเองจะได้รับการช่วยเหลื?ดังพระดำรัสที่เทศนาบนภูเขาว่?

บุคคลผู้ใด รู้สึกบกพร่องทางฝ่ายวิญญาณ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา บุคคลผู้ใดโศกเศร้า ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับการทรงปลอบประโล?บุคคลผู้ใดมีใจอ่อนโย?ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรด?บุคคลผู้ใด หิวกระหายความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงให้อิ่มบริบูรณ?บุคคลผู้ใดมีใจกรุณ?ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับพระกรุณาตอบ บุคคลผู้ใดมีใจบริสุทธิ?ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้เห็นพระเจ้?บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่าเป็นบุต?บุคคลผู้ใด ต้องถูกข่มเหงเพราะความชอบธรร?ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเป็นดินสวรรค์เป็นของเข?เมื่อเขาจะติเตียนข่มเห?และนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะเร?ท่านก็เป็นสุ?จงชื่นชมยินด?เพราะว่าบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะเขาได้ข่มเหงผู้เผยพระวจนะทั้งหลายที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน
(มัทธิว. ??๑๒)

พระดำรัสทั้งหมดนี้เป็นการแสดงธรรมครั้งสำคัญบนภูเขาที่มีผู้เข้าฟังมากที่สุด และเป็นที่มาของจริยธรรมในศาสนาคริสต์ นอกจากนี?ยังมีผู้ที่เขียนเกี่ยวกับความสุขหรือการให้พรไว้อีกว่?

ท่านทั้งหลายที่เป็นผู้ยากจนก็เป็นสุข เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าเป็นของท่าน ท่านทั้งหลายที่อดอยากเวลานี้ก็จะเป็นสุ?เพราะว่าท่านจะได้อิ่มหนำ ท่านทั้งหลายที่ร้องให้เวลานี้ก็เป็นสุข เพราะท่านจะได้หัวเรา?ท่านทั้งหลายจะเป็น เมื่อคนทั้งหลายเกลียดชังท่าน และจะไล่ท่านออกจากพวกเขา และจะประณามท่า?เมื่อคนทั้งหลายเกลียดชังท่าน และจะเหยียดหยามท่านว่าเป็นคนชั่วช้?เพราะท่านเห็นแก่บุตรมนุษย์ ในวันนั้นท่านทั้งหลายจงชื่นชมและโลดเต้นด้วยความยินดีเพรา?ดูเถิดบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะว่าบรรพบุรุษของเข?ได้กระทำอย่างนั้นแก่พวกผู้เผยพระวจนะเหมือนกั?
(ลูกา. ?๒๐-๒๓)

จากพระดำรัสของพระเยซูคริสต์ทั้งหมดที่กล่าวมานี?หากพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว ก็จะพบว่?การดำเนินชีวิตของมนุษย์ต้องรู้จักสภาวะที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของตัวเองเสียก่อน หากผู้ใดสามารถที่จะรู้จักควบคุมอารมณ์ที่เกิดขึ้น และรู้จักกับอารมณ์ต่าง ?เช่น โศกเศร้า การถูกข่มเหง ฯล?ก็จะทำให้บุคคลนั้น กลายเป็นคนเข้มแข็งภายในจิตใจ จะไม่ถูกอารมณ์เหล่านี้มากระทบได้ คำสอนดังกล่าวนี้ ล้วนแต่เป็นเรื่องของภายในจิตใจ หากมนุษย์ไม่สำรวมระวังบังคับจิตใจก็จะตกเป็นทาสของวัตถุภายนอก ทำให้ไม่มีความสุ?เพราะความอ่อนแอทางจิตใ?ดังนั้?ความสุขในศาสนาคริสต์ล้วนแต่เป็นเรื่องของจิตใ?ที่มีความรักความเมตตาเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ก็จะทำให้มนุษย์รู้จักการให้อภั?รู้จักเสียสล?แบ่งปั?มีการเอื้อเฟื้อต่อกั?ฯล?โลกก็จะมีสันติภาพและชีวิตก็จะมีความสุขหรือมีคุณค่าตามคำสอนของศาสนาคริสต์

***

ศาสนาอิสลา?/u>

ศาสนาอิสลามเริ่มต้นการประกาศโดยศาสดามุฮัมมัด เมื่อคริสต์ศักรา?๖๑?ในคาบสมุทรอารเบี?ศาสนาอิสลามประกาศคำสอนซึ่งรวมศูนย์ความสำคัญอยู่ที่ความเชื่อในพระเป็นเจ้าพระองค์เดียว คื?อัลลอฮ?คัมภีร์หลักของศาสนาอิสลามหรือพระดำรัสของพระเป็นเจ้?คื?อั?กุรอาน และอัล-หะดี?ซึ่งรวบรวมคำสอ?และแบบอย่างความประพฤติของศาสดามุฮัมมัด อิสลาม หมายถึ?การยอมตา?การเชื่อฟั?นอบน้อ?หรือการมอบตนต่ออัลลอฮฺ และหมายถึง การมีหรือการสร้างสันติ ผู้นับถือศาสนาอิสลาม เรียกว่า มุสลิม หมายถึ?ผู้ยอมตา?ผู้เชื่อฟั?ผู้นอบน้อมต่ออัลลอฮฺ และหมายถึงผู้มีหรือผู้สร้างสันติ
คุณค่าของชีวิต

จุดมุ่งหมายของการดำเนินชีวิตในคำสอนของศาสนาอิสลา?คื?การดำเนินชีวิตด้วยการทำความดีที่มีหลักศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และการทำความดีนั้นก็จะทำให้มนุษย์ดำเนินไปสู่จุดหมายสูงสุ?คื?การมีความสุขหรือความพ้นทุกข์ หรือพ้นจากความหวาดกลัวทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ความสุขในโลกนี้ไม่จีรังและไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้?ความสุขในโลกหน้าจึงเป็นเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ การบรรลุเป้าหมายสูงสุดในโลกหน้าคือการได้ดำรงชีวิตในสวรรค์ที่ใกล้ชิดกับพระเป็นเจ้?อัลลอฮ? วิธีการที่จะไปสู่สวรรค์นั้?มนุษย์ต้องแสดงตนเป็นบ่าว มอบต?หรือยอมจำนนต่ออัลลอฮ?ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อิสลาม เป็นทั้งเป้าหมาย (ความสุขหรือสันติ) และเป็นทั้งวิธีการดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายนั้น นั่นคือการดำเนินชีวิตตามบัญญัติของพระเป็นเจ้าในฐานะที่เป็นวิธีกา?อิสลามมีคำสอนที่เป็นระเบียบแบบแผ?ทำให้มนุษย์มีความยึดมั่นอยู่ในศีลธรร?ความดีงา?เมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และเพียบพร้อมด้วยขันติธรรม อยู่รวมกันเป็นภราดรภาพ คุณธรรมเหล่านี้มีรากฐานมาจากการรู้จักพระผู้ทรงสร้างจักรวาล (อัลลอฮ? และความจริงทั้งหลายที่พระองค์ประทานเป็นความรู้แก่มนุษย์ผ่านศาสดาหรือศาสนฑู?(เราะซู?

อิสลามนั้นไม่แยกวัตถุกับจิตใจออกจากกัน มนุษย์ไม่ได้อยู่เพื่อการปฏิเสธชีวิ?แต่มีชีวิตอยู่เพื่อทำชีวิตให้สมบูรณ์ตามธรรมชาติที่อัลลอฮฺทรงสร้า?หลักการดำเนินชีวิตของศาสนา อิสลามครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัต?ได้แก่ หลักศรัทธา และหลักการปฏิบัติที่ครอบคลุมชีวิตและโลกในทุกมิติสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ และจักรวาลที่มนุษย์ทั้งชายหญิงต้องยึดมั่?โดยเท่าเทียมกั?/p>

 

หลักศรัทธา ?ประการ

หลักศรัทธาเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต ที่ต้องปลูกฝังให้มีอยู่ในจิตใจของมุสลิมทุกคน เมื่อมีศรัทธาที่มั่นคงแล้ว ก็สามารถควบคุมพฤติกรรมให้แสดงออกในทางที่ถูกต้อ?ตามคำสอนของอัลลอฮฺ หลักศรัทธาประกอบด้วยความเชื่อต่อไปนี?

? ศรัทธาในเอกภาพของอัลลอฮฺ คื?มุสลิมทุกคนต้องเชื่อว่าอัลลอฮฺมีจริง พระองค์ทรงสร้างโลกและสรรพสิ่?ทรงรู้ ทรงเห็?ทรงได้ยินทุกสิ่งทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ทรงมีความเมตตากรุณาและมีความยุติธรรม ฯล?สัจธรรมสูงสุดนี้มีเพียงหนึ่งเท่านั้น สิ่งอื่นใดไม่อยู่ในฐานะเป็?พระเป็นเจ้?การยึดถือสิ่งอื่นเป็นพระเจ้าถือว่าเป็นความหลงผิดที่ร้ายแรงที่สุด ในอั?กุรอาน กล่าวว่า "จงกล่าวเถิ?พระองค์คือ อัลลอฮฺผู้ทรงเอก?อัลลอฮฺเป็นที่พึ่งของสิ่งทั้งมวล พระองค์ไม่ประสูต?และทรงไม่ถูกประสูต?และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์" (อั?กุรอาน. ๑๑???

? ศรัทธาในบรรดามลาอิกะฮ์ ภาษาอังกฤษเรียกว่า "angel" ในภาษาไทยมีผู้ใช้คำว่า "เทวฑูต" มลาอิกะฮ์เป็นสิ่งสร้างที่ไม่มีเพ?ไม่กิน ไม่ดื่?แต่สามารถเนรมิตเป็นรูปร่างต่าง ?มีหน้าที่ทำตามพระบัญชาของพระเป็นเจ้าเท่านั้น เช่น ทำการปลิดวิญญาณมนุษย?เป็นสื่อนำโองการจากพระเป็นเจ้ามาสู่ศาสดา ช่วยเหลือคนด?ดูแลนรกสวรรค?/p>

? ศรัทธาในบรรดาคัมภีร์ คื?เชื่อว่า พระเป็นเจ้าได้ประทานคัมภีร์แก่บุคคลที่ทรงแต่งตั้งเป็นศาสนฑูตประกาศศาสนาของพระองค์ต่อมนุษยชาติทั้งมวล ในที่และเวลาต่าง ?ในประวัต?ศาสตร์จนถึงศาสนาสุดท้ายก่อนวันสิ้นโล?คื?ศาสดามุฮัมมั?ซึ่งได้รับคัมภีร์อัล-กุรอาน โดยนัยนี?คัมภีร์อัล-กุรอานเป็นพระคัมภีร์ที่สมบูรณ์ที่สุด เป็นฉบับสุดท้ายและเป็นที่รวมแก่นสัจธรรมทั้งหมดที่เคยมีมา "แท้จริงเรา-เร?เราได้ประทานข้อตักเตือ?(อั?กุรอาน) นี้ลงมาและแท้จริงเราเป็นผู้รักษามันแน่นอ?quot;(อั?กุรอาน. ๑๕:?

? ศรัทธาในบรรดาศาสนทูตของอัลลอฮฺ คื?เชื่อว่าพระเป็นเจ้าได้ทรงให้มีเราะซูลหรื?ศาสนทูตมาประกาศศาสนาของพระองค์แก่ทุกประชาชาติตลอดทั้งประวัติศาสตร์สิ้นสุดที่ศาสดามุฮัมมั?ดังตัวอย่างโองการที่ว่?"ขอยืนยัน! แท้จริงเราได้ส่งศาสนทูตมาก่อนหน้าเจ้าในหลา??คณะของบรรพชนเมื่ออดี?quot; (อั?กุรอาน. ๑๕:๑๐) แล?"มุฮัมมัดไม่ได้เป็นบิดาของผู้ใดในหมู่บุรุษของสูเจ้าแต่ว่าเขาเป็นรสูลของอัลลอฮ?และเป็นตราของนบีทั้งหลาย และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ทุกสิ่?quot; (อั?กุรอาน ๓๓:๔๐)

? ศรัทธาในวันสิ้นโลก จะมีสมัยที่อัลลอฮฺทรงกำหนดให้จักรวาลพินา?แล้วเกิดโลกใหม่ขึ้นม?ซึ่งอัลลอฮฺจะทรงให้ทุกคนฟื้นคืนชีพมารับการตัดสินการกระทำที่มนุษย์ประกอบไว้ในโลกนี้ โดยพระองค์อย่างยุติธรร?ผู้กระทำความดีก็จะได้รับรางวัลตอบสนองอยู่ในสวรรค์ชั่วนิรันดร ผู้กระทำความชั่วจะถูกลงโทษทรมานในนรก

? ศรัทธาในการกำหนดภาวะทั่งปวงโดยอัลลอฮ?คื?ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นโดยการกำหนดของพระองค์ และดำเนินไปตามกฎหรือสภาวะที่พระองค์ทรงวางไว้ตามพระประสงค์ของพระองค?ดังเช่?"พระองค์คือผู้สร้างสูเจ้าจากดินแล้วทรงกำหนดวาระ (แห่งชีวิตของสูเจ้า) และมีวาระที่ระบุไว?(รู้เฉพาะ) พระองค์แล้วสูเจ้ายังสงสั?quot; (อั?กุรอาน. ??

 

หลักปฏิบัต??ประการ

คุณค่าของชีวิตตามความเชื่อของมุสลิ?คื?การที่ได้ปฏิบัติตามบัญญัติของพระเป็นเจ้า ซึ่งครอบคลุมชีวิตในทุกด้าน และเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับชายและหญิง ข้อปฏิบัติทั้งหมดมีข้อปฏิบัติอันเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติ มีอยู่ ?ประการหรือเรียกว่า หลักอิสลาม (อัรกานุลอิสลาม) ซึ่งได้แก่

? การกล่าวปฏิญาณตน หมายถึ?การประกาศยืนยันการนับถืออิสลาม โดยกล่าวถึ?ความเชื่อในหลักสำคัญสูงสุดว่?"ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่?แน่แท้ ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮ?และข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า แน่แท้ มุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ?quot;

? การนมา??เวลา คื?การทำนมัสการต่อพระเป็นเจ้า เช้า บ่าย เย็น ค่?และกลางคืน ในนมาซมีท่าทางการสำรวมจิตใจระลึกถึงและขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้าด้วยอิริยาบ?และคำกล่าวที่มีแบบแผ?นับว่าเป็นการฝึกจิ?ขัดเกลาจิตใจ เพิ่มพูนความเข้าใจในศีลธรรมและคุณธรรมอย่างแน่วแน่และสม่ำเสมอ นอกจากนั้นยังเสริมสร้างความเข้มแข็งทางด้านร่างกายได้เป็นอย่างด?ผู้ที่จะทำกิจนี้ จะต้องทำความสะอาดในเครื่องแต่งกายและร่างกา?และทำความสะอาดทางใ?คือการสำรว?"สูเจ้าจงดำรงนมาซ แน่แท้ การนมาซช่วยยับยั้งผู้ปฏิบัติจากความชั่วและความเลวทรามต่า??quot; (อั?กุรอาน. ๒๙:๔๕)

? การจ่ายซะกาต คื?การแบ่งปันทรัพย์ในครอบครองเมื่อครบพิกัดให้แก่ผู้มีสิทธิ์ เป็นการสร้างสวัสดิการและลดช่องว่างในสังค?เป็นการจัดระเบียบการสร้างสังคมสงเคราะห?เพื่อช่วยให้ผู้อื่นมีการกินดีอยู่ด?ทรัพย์ที่ต้องจ่ายเป็นซะกาต ได้แก่ เงิน ทอ?ปศุสัตว์สิ่งเพาะปลูก ฯล?ซะกาตกำหนดจ่ายใน ?ทา?คื?สำหรับคนอนาถ?คนขัดส?เจ้าหน้าที่ผู้จัดเก็บและจ่ายซะกา?ผู้ที่เลื่อมใสจะนับถือหรือเพิ่งนับถืออิสลา?การไถ่ทาสหรือเชล?ผู้เป็นหนี้สินล้นตัว คนเดินทางที่ขาดค่าใช้จ่ายในการเดินทางในต่างถิ่?และในหนทางของอัลลอฮฺ อั?กุรอานย้ำว่า "การให้ทานเป็นการขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์" (อั?กุรอาน. ?๑๐?

? การถือศีลอ?คื?การละเว้นจากการกิน การดื่?การสัมพันธ์ทางเพศและสำรวมตนอยู่ในคุณธรรม นับตั้งแต่แสงอรุณขึ้?จนกระทั่งดวงอาทิตย์ตกตลอดเดือนเราะมะฎอ?อันเป็นเดือนที??ของศักราชทางจันทรคติอิสลามเป็นเวลา ?เดือ?การถือศีลอดก็มิใช่งดบริโภคเท่านั้น แต่ยังมีการสำรวมตนในศีลธรรมและกระทำความดีต่า??เป็นพิเศษด้วยใจที่จดจ่อในอัลลอฮฺ อั?กุรอาน ได้กล่าวถึงเจตนารมณ์ของการถือศีลอดไว้ว่า "บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย การถือศีลอดได้ถูกกำหนดแก่สูเจ้?ดังที่เคยบัญญัติแก่บรรดาผู้ล่วงไปก่อนสูเจ้?เพื่อสูเจ้าจะได้สำรวมตนจากความชั่ว" (อั?กุรอาน. ?๑๘? การถือศีลอดนี้จะต้องปฏิบัติกันทุกค?ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับคนรว?คนจน ผู้หญิ?ผู้ชาย พระศาสดา หรือกษัตริย์ แต่ว่ามีข้อผ่อนผันสำหรับผู้ที่เดินทางไกล ผู้ป่ว?หญิงที่มีประจำเดือ?ผู้ชราภา?ฯล?โดยการถือศีลอดชดใช้หรือจ่ายทรัพย์ตามเงื่อนไขของบัญญัติศาสน?

? การประกอบพิธีฮัจญ์ เป็นการไปเยี่ยมเยียน เพื่อประกอบศาสนพิธีตามสถานที่สำคัญต่าง ??เมืองมักกะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย เป็นหน้าที่สำหรับผู้ที่มีความพร้อมด้านจิตใ?ร่างกา?และกำลังทรัพย์ การประกอบพิธีนี้ มีคุณประโยชน์นอกเหนือจากการยกระดับจิตใจและเสริมสร้างคุณธรรมหลายประกา?ฮัจญ์ยังเสริมสร้างความสำนึกผู้บำเพ็ญอัจญ์ในความเป็นพี่น้องกั?ความเท่าเทียมกันของมวลมนุษย์ทุกค?ทุกฐาน?ทุกเพศ และทุกวัยต้องอยู่ในสถานที่เดียวกัน มีแบบแผนการแต่งกายเหมือนกั?และปฏิบัติอย่างเดียวกันในกรอบความเชื่อและศีลธรรม

หลักพื้นฐานที่สำคัญของศาสนาอิสลามที่เป็นทั้งภาคทฤษฎีและการปฏิบัติแสดงให้เห็นว่?อิสลามเน้นความสำคัญของจิตใจเป็นพื้นฐานที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมภายนอ?อิสลามสร้างคุณธรรมภายในโดยปลูกฝังศรัทธาความเชื่อมั่นในจิตใจก่อ?เพื่อมนุษย์จะได้ปฏิบัติตนตามรูปแบบของบัญญัติประการต่าง ?อันจะทำให้ชีวิตมีคุณค่าเกิดสันติสุขในตัวบุคคลและสังค?

ความสุ?/blockquote>

ในคำสอนของศาสนาอิสลา?ความสุขเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่พระเป็นเจ้า(อัลลอฮ? ทรงกำหนดให้ม?ความสุขเป็นสิ่งที่มนุษย์แสวงหาโดยการกระทำของมนุษย์ เป็นผลตอ?แทนการกระทำความดีหรืออาจเป็นสิ่งที่พระเป็นเจ้าประทานให้ตามความประสงค์ของพระองค?หากมนุษย์กระทำความดี เชื่อมั่นในอัลลอฮฺ พระองค์ก็จะทรงโปรดปรานได้รับผลเป็น ความสุ?แต่ถ้ามนุษย์ทำความชั่ว อัลลอฮฺก็จะทรงลงโท?ผลคื?ความทุกข์นั่นเอง ดังนั้?ความสุขและความทุกข์เป็นสภาวะที่มีอยู่กับมนุษย์ เมื่อมนุษย์มีความสุข มนุษย์ก็ไม่ควรดีใจหรือหลงระเริ?แต่ควรระวังความทุกข์ที่อาจจะเกิดตามม?ความสุขและความทุกข์ในศาสนาอิสลาม อาจแบ่งได้เป็น ?ความหมาย ดังนี้

? เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาต?/strong>

?? ความสุขและความทุกข์เป็นภาวะทางธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกค?เป็นประสบการณ์ที่มนุษย์ม?เช่น ความเจ็บปวดทางกา?ในอั?กุรอาน กล่าวว่า "เราสร้างมนุษย์ด้วยความยากลำบาก" (๙๐:? หรือที่ว่า
และเราได้สั่งมนุษย์ให้ทำการดีต่อพ่อแม่ของเขา (๒๙:? แม่ของเขาได้อุ้มครรภ์เขาด้วยความเหนื่อยยาก และได้คลอดเขาด้วยความเจ็บปวด และการอุ้มครรภ์เขา และการหย่านมของเขาสามสิบเดือ?(?๒๓? จนกระทั่งเมื่อเขาบรรลุการเป็นผู้ใหญ่และถึงสี่สิบปี เขากล่าวว่าข้าแต่พระผู้อภิบาลของฉั? ขอได้ทรงโปรดประทานแก่ฉัน (คือทรงดลใจให้ฉันซึ่งพลังจิตและพลังอื่น ?๒๗:๑๙).(อั?กุรอาน. ๔๖:๑๕) และเมื่อเราได้ให้มนุษย์ลิ้มความเมตตา พวกเขาก็ระรื่นโดยสิ่งนั้?(๑๐:๒๑ )และถ้าทุกข์ร้ายอันใดประสบแก่พวกเขา เนื่องด้วยน้ำมือของพวกเขาได้ประกอบไว้ก่อ?เมื่อนั้นจงดูเถิ?พวกเขาท้อถอย (อั?กุรอาน. ๓๐:๓๖)

?? ความสุขและความทุกข์เป็นผลมาจากพฤติกรรมของมนุษย?สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นผลมาจากเจตนาและการกระทำของมนุษย์

และทุกข์ภัยอันใดที่ประสบแก่สูเจ้?ดังนั้?เนื่องมาจากที่สูเจ้าได้ขวนขวายไว้ด้วยน้ำมือของสูเจ้าเอ?(?๗๙) และพระองค์ทรงได้ทรงอภั?(ความผิ? มากต่อมา?(อั?กุรอาน. ๔๒:๓๐) และเราไม่ได้ส่งบรรดารสูล เว้นแต่เป็นผู้แจ้งข่าวดี และผู้ตักเตือน (?๒๑? ?๑๖? ๑๘:๕๖) เพราะฉะนั้?ผู้ใดศรัทธาและฟื้นฟูการด?ดังนั้?จะไม่มีความหวาดกลัวแก่เขาทั้งหลายและเขาทั้งหลายจะไม่ระทม (อั?กุรอาน. ?๔๘)

อันใดแห่งความดีประสบแก่เจ้?(มนุษย์เอ๋ย!) ดังนั้?(มันม? จากอัลลอฮฺ และอันใดแห่งความชั่วประสบแก่เจ้า ดังนั้?(มนุษย์เอ๋ย!มันม? จากตัวเจ้าเอ?และเราได้ส่งเจ้าเป็นรสูลแก่มนุษยชาติและเพียงพอแล้วที่อัลลอฮ์ทรงเป็นพยา?(อั?กุรอาน. ?๗๙)

?? ความทุกข์และความสุขทั้งสองอย่างนี้ดำเนินอยู่ในโลกนี้และโลกหน้า ความทุกข์และความสุขเหล่านี้เป็นสาระของมนุษย์ที่ดำรงชีวิตอยู่ที่เป็นความจริงในโลกนี?และเป็นความรู้สึกของจิตใจที่ครอบคลุมไปถึงชีวิตหลังความตา?/p>

จงรู้ไว้เถิดว่?ชีวิตแห่งโลกนี้เป็นเพียงการละเล่?และการบันเทิงและเครื่องประดับและความโอ้อวดระหว่างสูเจ้?และในการแข่งขันกันสะสมทรัพย์สินและลู??ดังอุปมาของน้ำฝนซึ่งการงอกเง?(แห่งพืชผ? ของมันยังความพึงพอใจแก่ชาวนา แล้วมันแห้งเหี่ย?เจ้าก็เห็นมันเป็นสีเหลือ?แล้วมันก็เป็นเศษเป็นชิ้น ส่วนปรโลกนั้?มีการลงโทษอันสาหัส พร้อมทั้งการให้อภัยโทษจากอัลลอฮฺและความปราโมทย?(ของพระองค์) และชีวิตของโลกนี้มิใช่อื่นใด นอกจากเป็นปัจจัยแห่งมายาเท่านั้น (อั?กุรอาน. ๕๗ : ๒๐)

? เป็นปรากฎการณ์ทางจริยธรร?/strong>

?? ความทุกข์และความสุขเป็นเครื่องพิสูจน์และเป็นปัจจัยการพัฒนาคุณธรรมและยังเป็นกฏเกณฑ์ของอัลลอฮฺ ซึ่งมนุษย์จะต้องประส?การปฏิบัติตามกฎศีลธรรมของอัลลอฮฺ ก็เพื่อที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต
ทุ??ชีวิตมีความตาย (?๑๘? และเราได้ลองใจสูเจ้าด้วยการทดลองแห่งความชั่วและความด?และยังเราที่สูเจ้าจะถูกนำกลั?(๒๙:๓๗ (อั?กุรอาน. ๒๑:๓๕)

เพื่อสูเจ้าจะได้ไม่ต้องระทมต่อที่ได้สูญไปจากสูเจ้า (?๑๕? และไม่ระเริงต่อที่พพระองค์ได้ทรงประทานแก่สูเจ้าและอัลลอฮ์ไม่ทรงรักทุ??ผู้โอหัง ผู้คุยโว (๓๑:๑๘) (อั?กุรอาน. ๕๗:๒๓)

?? ความสุขเป็นสิ่งที่ถูกจัดสรรให้มนุษย์ทุกค?เป็นความโปรดปรานและความเมตตาของอัลลอฮฺ

"และเมื่อเราได้ให้ความสุขแก่มนุษย์คนใ?เขาก็มักจะหันหลังให้และนำตัวเขาห่างเหิ?และเมื่อสิ่งเลวร้ายสัมผัสเขา เขาก็จะพร่ำวอนขออย่างยืดยา?quot; (อั?กุรอาน. ๔๑:๕๑)

?? ความสุขเป็นรางวัลของอัลลอฮฺที่ประทานแก่มนุษย์ผู้ที่กระทำความดี

มิใช่เช่นนั้?ผู้ใดนอบน้อมตัวเขาต่ออัลลอฮฺ และเขาเป็นผู้กระทำการด?(?๑๒? ดังนั้?สำหรับเข?คือรางวัลของเขาอยู่ที่พระผู้อภิบาลของเขาและไม่มีความหวาดกลัวแก่เขาทั้งหลาย และเขาทั้งหลายจะไม่ระท?(อั?กุรอาน. ?๑๑?

มิใช?(คุณลักษณะของ) อัลลอฮ?ที่พระองค์จะทรงปล่อยบรรดาผู้ศรัทธา (๒๙:?? ในสภาพที่สูเจ้าเป็นอยู?จนกระทั่งพระองค์ทรงจำแนกที่เลวออกจากที่ด?(?๓๗) และมิใช่ อัลลอฮ?ที่พระองค์จะทรงแจ้งสิ่งพ้นญาณวิสัยแก่สูเจ้?( ?๕๐; ๗๒:๒๖-๒๗) แต่อัลลอฮฺทรงเลือกรสูลทั้งหลายของพระองค์ผู้พระองค์ทรงประสงค์ (?๑๒? ดังนั้?จงศรัทธาในอัลลอฮฺและรสูลทั้งหลาย และถ้าสูเจ้าศรัทธาและสำรวมตนจากความชั่?ดังนั้?สำหรับสูเจ้า คื?รางวัลอันใหญ่หลว?(อั?กุรอาน. ?๑๗?

?? ความทุกข์เป็นผลมาจากทัศนะที่ผิดและการกระทำความชั่ว

"อันใดแห่งความดีประสบแก่เจ้?(มนุษย์เอ๋ย!) ดังนั้?(มันม? จากอัลลอฮฺ และอันใดแห่งความชั่วประสบแก่เจ้า ดังนั้?(มนุษย์เอ๋ย!มันม? จากตัวเจ้าเอ?และเราได้ส่งเจ้าเป็นรสูลแก่มนุษยชาติ และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮฺ ทรงเป็นพยา?quot; (ในหน้าที่เผยแผ่นี้) (อั?กุรอาน. ?๗๙)

?? ความทุกข์เป็นการลงโทษของอัลลอฮฺสำหรับผู้กระทำความชั่?

ถ้าบาดแผลหนึ่งประสบแก่สูเจ้า (ในสงครามอุหุ? แน่นอน บาดแผลเยี่ยงนั้น (ในสงครามบัดร? ได้ประสบพว?(ไม่เชื่อถื? นั้น และวันทั้งหลายเหล่านี้ (คือชัยชนะหรือการปราชัย, ความสุขหรือความทุกข์) เราได้หมุนเวียนมันระหว่างมนุษย?(๑๔:? และเพื่ออัลลอฮฺจะได้ทรงจำแนกให้รู้บรรดาผู้ศรัทธา และจะได้ทรงเอาเป็นพยาน (หรือผู้ตายในสงคราม) จากในหมู่สูเจ้?และอัลลอฮฺไม่ทรงรักผู้อธรร?(ที่ใส่ร้ายว่าการแพ้ที่อุหุ? เพราะหลักการของศาสนาอิสลาม และเพื่อที่อัลลอฮฺจะได้ทรงฟอกเกลาบรรดาผู้ศรัทธ?และทรงบั่นทอนพวกปฏิเสธ หรือสูเจ้าคิดว่า สูเจ้าจะได้เข้าสวนสวรรค์และอัลลอฮฺยังไม่ได้ทรงจำแนกให้รู้ซึ่งบรรดาในหมู่สูเจ้า ผู้ดิ้นรนต่อสู?และทรงจำแนกให้รู้ซึ่งผู้อดทน (?๒๑??๑๖) (อั?กุรอาน. ?๑๓?๑๔?

?? ความทุกข์เป็นมาตรการที่อัลลอฮฺทรงให้มีขึ้นเพื่อขัดเกลาผู้ศรัทธ?

หรือสูเจ้าคิดว่า สูเจ้าจะได้เข้าสวนสวรรค์และอัลลอฮฺยังไม่ได้ทรงจำแนกให้รู้ซึ่งบรรดาในหมู่สูเจ้า ผู้ดิ้นรนต่อสู?(ในทางของอัลลอฮ? แล?ยังไม่ได? ทรงจำแนกให้รู้ซึ่งผู้อดท?(?๒๑? ?๑๖) (อั?กุรอาน. ?๑๔?

หรือสูเจ้าคิดว่าสูเจ้าจะได้เข้าสวนสวรรค์ในเมื่อยังไม่ได้มา (ประส? แก่สูเจ้?เยี่ยงบรรด?(มุสลิม) เหล่านั้นที่ได้ล่วงลับไปก่อนสูเจ้า (?๑๔? ?๑๖) ความทุกข์ยากและความลำเค็?(เจ็บป่วย) ได้ประสบแก่พวกเข?(?๔๒) และพวกเขาถูกสะเทือนอย่างหวั่นไหว จนกระทั่งรสูลและบรรดาผู้ศรัทธาร่วมกับเขา กล่าวว่า เมื่อใดการช่วยเหลือของอัลลอฮ?จงรู้ไว้เถิดการช่วยเหลือของอัลลอฮฺนั้นใกล้ (๑๒:๑๑? (อั?กุรอาน. ?๒๑?

?? ความทุกข์เป็นเครื่องขจัดบาปให้กับมนุษย?"ถ้ามุสลิมคนใดประสบกับความทุกข์ร้อน ความยากลำบาก ความวิตก ความเศร้าหมอ?ภัยอันตราย ภัยพิบัต?แม้แต่ถูกหนามต?อัลลอฮฺทรงปลดเปลื้องบาปเล็??น้อย ?ของเขาด้วยเหตุนั้น" (อั?หะดี?)

มุสลิมที่ประสบภัยพิบัติจากความเจ็บป่วยหรือจากเหตุอื่??การปลดเปลื้องจากบาปเป็นการตอบแทนแก่เขา เสมือนหนึ่งใบไม้ร่วงจากต้น (อั?หะดี?

?? ความทุกข์และความสุขในโลกนี้เป็นสัญลักษณ์ของความทุกข์และความสุขในชีวิตหลังความตายและโลกหน้า "และทุก?ชีวิตจะมาพร้อมกั?(มลัก) ผู้ขับไส แล?(มลัก) ผู้เป็นพยา?เพราะเขาทำการด?๒๔:๒๔) (แล้วพระองค์จะตรัสว่า) โดยแน่นอนยิ่งเจ้าได้เฉยเมยในข้อนี้ เราจึงได้เลิกม่านออกจากเจ้?ดังนั้?วันนี้สายตาของเจ้าจึงค?quot; (อั?กุรอาน. ๕๐:๒๑-๒๒)

"แท้จริ?ในการกลับมาของเข?(คือฟื้นขึ้? อีกนั้?พระองค์ทรงอานุภาพแน่นอ?วันซึ่งลี้ลับทั้งหลายก็จะถูกเปิดเผ?(๑๐:๓๐)" (อั?กุรอาน. ๘๖:??

จากโองการเหล่านี?ตามคำสอนของศาสนาอิสลาม จะเห็นว่าความสุขและความทุกข์เป็นเรื่องของจิตใจภายใ?ที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมภายนอก และมนุษย์เป็นเหตุสำคัญแห่งความสุขและความทุกข์ของตนเอ?ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญแก่จิตใจเป็นพื้นฐาน โดยมีทัศนะและเจตนาเป็นที่ตั้งของการกระทำหรือการแสดงออกพฤติกรรมของมนุษย?และผลจากการกระทำจะเป็นทุกข์หรือสุขอยู่ที่ตัวมนุษย์เป็นหลัก อันเป็นไปตามธรรมชาติและกฏศีลธรรมที่อัลลอฮฺทรงวางไว?คำสอนเหล่านี้พิจารณาได้ว่า ได้แสดงคุณค่?(Value) ?ประการ คื??) คุณค่าที่เป็นเป้าหมายของชีวิ?ได้แก่ ความสุขในโลกนี้และความสุขชั่วนิรันดรในโลกหน้?แล??) คุณค่าที่เป็นเครื่องมือหรือวิธีการไปสู่เป้าหมา?ได้แก่ ศีลธรรมหรือบรรทัดฐานของการดำเนินชีวิ?ถือว่าเป็นสิ่งดีงา?เพราะนำทางให้มนุษย์ไปสู่เป้าหมายที่เป็นคุณค่าประการแรก ส่วนคุณค่าหลังเป็นการแสดงความเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า เนื่องจากเป็นการเชื่อฟังต่อพระองค์ คุณค่าหลังเป็นการตอบแทนความดีที่พระเป็นเจ้าทรงให้มีแก่การกระทำ คุณค่าสองประการนี้ เป็นความหมายของอิสลามในฐานะที่บ่งบอกถึงความหมายในเรื่องเป้าหมา?(สันต? และวิธีการ (การจำน?หรือการมอบตนต่อพระเป็นเจ้า)

สรุป : การแสวงหาความสุขและคุณค่าของชีวิตตามคำสอนศาสนา สามารถสรุปได้ความหมายของ "ความสุ?quot; ที่ต่างกัน ดังนี้

ศาสนาพุท?/strong> "ความสุ?quot; คื?การดำเนินชีวิตอย่างมีสติรู้เท่าทันความคิดของตนที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่?/p>

ศาสนาคริสต?/strong> "ความสุ?quot; คื?การดำเนินชีวิตที่มีความรักต่อพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ที่ก่อให้เกิดสันติภาพ

ศาสนาอิสลา?/strong> "ความสุ?quot; คื?การดำเนินชีวิตด้วยการทำความดีที่มีหลักศรัทธาแล?หลักการปฏิบัติต่อพระเป็นเจ้าที่ก่อให้เกิดสันติสุ?

***

ที่ม?: สุริยั?ชูช่วย. (๒๕๔๕). การแสวงหาความสุขและคุณค่าของชีวิ?กรณีศึกษาทัศนะกลุ่มคนต่างวัยในกรุงเทพมหานค? วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต, สาขาวิชาจริยศาสตร์ศึกษ?บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 9:00 PM
   
 
WELCOME TO MY WORLD.
ขอต้อนรับสู่โลกใบเล็??ของฉัน.
คุณค่าของชีวิตและการแสวงหาความสุ?nbsp;  
ตามคำสอนของศาสนา   
 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. .: Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 9:00 PM :.