คนกับศาสนา: ใครสร้างใค?
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร?
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

ศาสนาที่ยังมีผู้คนเคารพนับถืออยู่ในโลกเวลานี?the world"s living religions) มีแหล่งกำเนิดใหญ?3 แหล่งคือ จี?อินเดี?และคาบสมุทรอารเบีย จะเห็นได้ว่าแหล่งกำเนิดศาสนาที่สำคัญของโลกล้วนแต่อยู่ในทวีปเอเชียทั้งสิ้?เอเชียจึงเป็นดินแดนแห่งศาสนาและปรัชญามาตั้งแต่โบรา?

สำหรับศาสนาที่ถือกำเนิดในทวีปอเมริกา ทวีปแอฟริก?และทวีปออสเตรเลียนั้?จัดอยู่ในประเภทศาสนาปฐมบรรพ์(Primitive Religion) แม้จะยังมีผู้เคารพนับถืออยู่ แต่ก็เป็นเพียงศาสนาท้องถิ่นที่อยู่ในวงจำกั?และไม่สู้จะมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบันมากนั?ส่วนศาสนาที่ถือกำเนิดในทวีปยุโรป เช่น ศาสนาของกรีซและโรมัน เป็นต้?เวลานี้ไม่มีผู้คนนับถืออีกต่อไ?ถือเป็นศาสนาที่ตายแล้ว และอยู่ในรูปของประวัติศาสตร์และวรรณคดีเท่านั้น

ศาสนาในโลกนี้อาจจำแนกตามสาเหตุของการเกิดได้เป็?2 ประเภท ประเภทแร?ศาสนาที่เกิดขึ้นจากความเกรงกลัวภัยธรรมชาติของมนุษย?เช่น ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิ?ความแห้งแล้ง และโรคระบา?เป็นต้?ศาสนากลุ่มนี้ถือกำเนิดขึ้นในจีนและอินเดี?ประเภทที่สอง ศาสนาที่เกิดขึ้นจากความเกรงกลัวภัยที่มนุษย์นำมาสู่มนุษย์ด้วยกันเอง เช่น การกดขี่เบียดเบียน การเข่นฆ่า และสงครา?เป็นต้?อันได้แก่ศาสนาที่ถือกำเนิดในคาบสมุทรอารเบี?

ในสมัยโบราณเมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้นม?มนุษย์มีความเกรงกลัวและนึกคิดเอาเองว่า ภัยธรรมชาติเหล่านั้นเกิดจากอำนาจดลบันดาลของเทพเจ้าประจำธรรมชาติต่างๆ มนุษย์จึงกราบไหว้อ้อนวอนประจบเอาใจเทพเจ้าเหล่านั้น ในทางหนึ่งก็เพื่อให้ตนเองพ้นภั?และในอีกทางหนึ่งก็เพื่อตนเองมีความมั่งคั่งรุ่งเรือ?ความเกรงกลัวภัยธรรมชาตินี้เป็นที่มาของศาสนาที่เรียกว่า "พหุเทวนิยม"(Polytheism) คือการนับถือเทพเจ้าหลายองค์ในเวลาเดียวกั?

ชาวจีนโบราณนับถือเทพเจ้าประจำธรรมชาติต่างๆ มากมาย แต่เมื่อมนุษย์อยู่รวมกันเป็นสังค?มีการจัดระเบียบของสังค?และเกิดผู้นำทางการเมืองขึ้?ความคิดของมนุษย์จึงสะท้อนขึ้นสู่ท้องฟ้?โดยมนุษย์เริ่มจัดระเบียบเทพเจ้าต่างๆ พร้อมกันไปด้วย มนุษย์เริ่มคิดว่าในบรรดาเทพเจ้าทั้งหลายน่าจะมีพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่สูงสุดอยู่องค์หนึ่?ทำหน้าที่ปกครองเทพเจ้าทั้งปว?ในที่สุดชาวจีนก็ยกให?"ฉ่างตี?(Shang Ti) เป็นพระเจ้าที่สูงสุดพระองค์นั้?ปัญหาต่อมาก็คือว่ามนุษย์จะติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าที่สูงสุดได้อย่างไร ชาวจีนจึงเริ่มมองไปที่กษัตริย์ผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินว่า เป็นสื่อกลางในการติดต่อระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า โดยผ่านการประกอบพิธีบวงสรวงบูช?และพัฒนาแนวคิดต่อมาว่ากษัตริย์คื?"โอรสแห่งสวรรค์"

พระเจ้าได้ส่งกษัตริย์ลงมาปกครองมนุษย์โดย "บัญญัติแห่งสวรรค?("หมิง", Decree of Heaven) และกษัตริย์ก็มีหน้าที่ที่จะต้องปกครองด้ว?"คุณธรร? ("เต๋อ", Virtue) อันจะทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกา?พืชผลอุดมสมบูรณ์ และประชาชนมีความสงบสุข แต่ถ้ากษัตริย์พระองค์ใดปกครองแบบ "ทรรา? แล้ว ก็จะเกิดทุกข์ภัยและภาวะข้าวยากหมากแพงขึ้?ประชาชนจะอดอยากและล้มตาย ในที่สุดพระเจ้าจะให้ราชวงศ์นั้นล่มสลาย และจะเลือกกษัตริย์พระองค์ใหม่ที่มีคุณธรรมและความสามารถมากกว่าขึ้นมาปกครองแทน ดังนั้นแนวคิดทางศาสนาและการเมืองจึงสัมพันธ์กันมาโดยตลอดในประวัติศาสตร์จี?ถ้าผู้ปกครองเป็นทรราชประชาชนมีสิทธิลุกฮือขึ้นมาปฏิวัติได?

แนวคิดทั้งหมดนี้นับเป็นศาสนาโบราณของจีนที่ไม่ปรากฏศาสด?ต่อมาเมื่อขงจื้อได้รับการยกย่องและเคารพนับถือในหมู่ชาวจีนอย่างกว้างขวางแล้?ในที่สุดชาวจีนก็ได้ยกขงจื้อขึ้นเป็นศาสดาของศาสนาที่สืบทอดมาแต่โบราณนี้ โดยเรียกว่?"ศาสนาขงจื้?(Confucianism) หลังจากที่ขงจื้อถึงแก่กรรมไปแล้วหลายร้อยปี นอกจากนี้ประเพณีความเชื่อโบราณอื่น?เช่น การบูชาบรรพบุรุษทั้งในวันตรุษจีน สาร์ทจีน และวันเช็งเม้ง การไหว้พระจันทร์ การไหว้วีรบุรุษในประวัติศาสตร์ในฐานะเทพเจ้?รวมทั้งเทพเจ้ากวนอ?และเทพเจ้าเจิ้งเหอหรือซำปอกง) เป็นต้?ก็สงเคราะห์เข้าอยู่ในศาสนาขงจื้อด้วย

สำหรับชาวอินเดียสมัยโบราณก็นับถือเทพเจ้าประจำธรรมชาติต่างๆ เช่นเดียวกับจี?แต่อินเดียกลับมองว่า พระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทำหน้าที่ปกครองเทพเจ้าทั้งปวงนั้นมีถึ?3 พระองค์คือ พระพรห?ผู้สร้าง) พระวิษณุ หรือพระนารายณ์(ผู้ธำรงรักษา) และพระอิศว?หรือพระศิว?ผู้ทำลาย) เมื่อรวมคำว่?"ผู้สร้าง"(Generator) "ผู้ธำรงรักษา"(Observer) แล?"ผู้ทำลาย "(Destroyer) แล้ว ก็จะได้คำว่า "God"(พระเจ้?

ลักษณะของพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์ฮินด?Brahmanistic Hinduism) ของอินเดียนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความลึกซึ้งของชาวอินเดียที่เฝ้าสังเกตความเป็นไปในธรรมชาต?ว่าทุกสิ่งมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป โดยแสดงออกเป็นการเคารพนับถือเทพเจ้าทั้งสามพระองค์ดังกล่า?ต่อมาอินเดียได้พัฒนาแนวคิดและวัฒนธรร?"อาศร?4" ขึ้นมา เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ซึ่งก็มี "พรหมจรรย? วัยศึกษาเล่าเรีย?"คฤหัสถ? วัยครองเรือน "วนปรัสถ์" วัยแสวงหาโมกขธรร?แล?"สันยาส? วัยสั่งสอนธรรมะแก่ผู้อื่?

ส่วนเรื่อง "วรรณ?4" ในอินเดียนั้นเกิดขึ้นจากเหตุผลทางประวัติศาสตร์ และศาสนาเข้ามา "ตีตร? รับรองภายหลั?แต่เดิมนั้นดินแดนชมพูทวีปเป็นที่อยู่อาศัยของชนพื้นเมือ?"ดราวิเดี่ย?(Dravidian) ต่อมาพวก "อารยัน"(Aryan) ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนได้เข้ามาทำสงครามยึดครองและบังคับพวกดราวิเดี่ยนลงเป็นข้าทาส พวกอารยันได้ออกกฎเหล็กห้ามแต่งงานข้ามเชื้อชาติ โดยจัดให้พวกดราวิเดี่ยนเป็?"วรรณะศูท?(บ่าวไพร่และกสิกร) ส่วนพวกอารยันเองก็แบ่งชั้นวรรณะในหมู่พวกเดียวกันเองว่าเป็น "วรรณะพราหมณ์"(ประกอบพิธีกรรม) "วรรณะกษัตริย?(ทำหน้าที่ปกครอ? แล?"วรรณะแพศย์"(ค้าขายและช่างฝีมือ) ถ้าคนในวรรณะของอารยันไปแต่งงานกับคนในวรรณะของดราวิเดี่ยน ลูกที่เกิดมาจะถูกรังเกียจเดียดฉันท์ว่าเป็น "จัณฑาล"(คนนอกวรรณะ) ไม่มีใครคบหาสมาคมด้ว?

ต่อมาพวกพราหมณ์ซึ่งเป็นอภิสิทธิชนและมีชีวิตที่สุขสบายกว่าคนในวรรณะอื่น(เพราะไม่ต้องทำการผลิ? ต้องการแสวงห?"ความเป็นอมตะ" (Immortality) ของชีวิต จึงได้สร้างทฤษฎี "จิตอมต?(อาตมัน) ขึ้น โดยอธิบายว่า เมื่อร่างกายตายล?"จิ? จะไปแสวงหาร่างกายใหม?อันเป็นที่มาของทฤษฎี "การกลับชาติมาเกิดใหม?(Rebirth Theory) และถ้าบำเพ็ญเพียรจ?"จิ?(อาตมัน) บริสุทธิ์แล้?ก็จะไปรวมกับ "ปรมาตมัน" หรือ "พรหมัน"(Brahman) อันเป็?"จิตใหญ? ของจักรวาล

***

ที่ม?: หนังสือพิมพ์มติชนรายวั? ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ?ธันวาค??? ๒๕๔๘ ปีที?๒๘ ฉบับที?๑๐๑๓? คอลัมน์หน้าต่างความจริ? หน้า ?

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 9:05 PM