ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา
 

เรียบเรียง : ดวงเด่?นุเรมรัมย์


***

ความหมายของศาสนา

คำว่?"ศาสน? ในภาษาอังกฤษคื?"Religion" โดยเป็นคำที่มาจากคำละติน "Religio" ซึ่งแปลว่า "สัมพันธ์" หรือ "ผูกพัน" เนื่องจากภาษาละตินเป็นภาษาของชนชาติโรมัน ดังนั้?คำว่?"Religio" จึงหมายถึง "ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้?

ในภาษาบาลีจะเขียนว่า "สาสน" ซึ่งแปลว่า "คำสั่งสอ? ซึ่ง "คำสั่ง" หมายถึ?ข้อห้ามทำความชั่?และสำหรั?"คำสอ? หมายถึ?คำแนะนำให้ทำความดี

สมเด็จพระญาณสังว?สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินาย? (๒๕๒๗ : ๒๘-๓๖) ทรงให้ความหมายว่?ศาสน?มีความหมายสรุปได้เป็??นั?คื?(? คำสั่งสอ?(? การปกครอ?

พระราชวรมุ??(ประยุท?ปยุตฺโ? (๒๕๒๗: ๒๙? ทรงให้นิยามว่า “ศาสนา?คื?คำสอ?คำสั่งสอ?ปัจจุบันใช้หมายถึงลัทธิความเชื่อถืออย่างหนึ่งๆ พร้อมด้วยหลักคำสอน ลัทธิพิธ?องค์กา?และกิจการทั่วไปของหมู่ชนผู้นับถือลัทธิความเชื่อถืออย่างนั้??ทั้งหม?

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (???ชื่น นพวงศ์) (๒๕๓๑: ๙๑) ทรงอธิบายว่า “ศาสนาคื?คำสั่งสอ?ท่านผู้ใดเป็นต้นเดิม เป็นผู้บัญญัติสั่งสอ?ก็เรียกว่าศาสนาของท่านผู้นั้?หรือท่านผู้บัญญัติสั่งสอนนั่นได้นามพิเศษอย่างไ?ก็เรียกชื่อนั้นอย่างนั้น เพราะฉะนั้?ศาสนาจึงมีมา?คำสอนก็ต่างกัน...?

สุชี?ปุญญานุภาพ (๒๕๓๒: ? อธิบายความหมายคำว่?“ศาสนา?ไว้ว่า

? ศาสน?คื?ที่รวมแห่งความเคารพนับถืออันสูงส่งของมนุษย?
? ศาสน?คื?ที่พึ่งทางจิตใ?ซึ่งมนุษย์ส่วนมากย่อมเลือกยึดเหนี่ยวตามความพอใ?และความเหมาะสมแก่เหตุแวดล้อมของต?
? ศาสน?คื?คำสั่งสอ?อันว่าด้วยศีลธรร?และอุดมคติสูงสุดในชีวิตของบุคค?รวมทั้งแนวความเชื่อถือและแนวการปกิบัติต่??กันตามคติของแต่ละศาสนา

ราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๓๙: ๗๘? ให้ความหมายของ “ศาสนา?ว่?“ลัทธิความเชื่อของมนุษย์อันมีหลั?คื?แสดงกำเนิดและความสิ้นสุดของโลก เป็นต้?อันเป็นไปในฝ่ายปรมัถต์ประการหนึ่?แสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบุญบาปอันเป็นไปในฝ่ายศีลธรรมประการหนึ่ง พร้อมทั้งลัทธิพิธีที่กระทำตามความเห็?หรือตามคำสั่งสอนในความเชื่อนั้?ๆ”

จากนิยามดังกล่าวในข้างต้?จะเห็นว่านักคิดท่านต่า??ต่างให้นิยามของศาสนาไปตามโลกทัศน์ของแต่ละบุคคล ซึ่งเมื่อเราพิจารณาคำนิยามเหล่านี้แล้วอาจจะเกิดปัญหาว่านิยามใดดีที่สุด หรือเหมาะสมที่สุ?ทั้งนี้เนื่องจากนิยามของคำว่?“ศาสนา?ย่อมถูกต้องและเหมาะสมแตกต่างกันออกไปตามหลักความเชื่อของศาสนานั้น ?

เมื่อเกิดปัญหาในเรื่องของการนิยามแล้?จึงนำไปสู่การพิจารณาว่?นิยามที่ดีของศาสนานั้น ควรเป็นอย่างไร ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ได้มีผู้เสนอว่า “วิธีการนิยามศาสนาที่ดีนั้?ควรพิจารณาหาสิ่งที่มีคุณลักษณะร่วมกันที่มีอยู่ในทุกศาสนา มาใช้เป็นคำนิยามของคำว่า ศาสนา” และหากพิจารณาบรรดาศาสนาทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้ เราจะพบว่า มีลักษณะร่วมกันที่สำคั??ดังต่อไปนี?

?ทุกศาสนาจะต้องมีหลักคำสอ?

หลักคำสอนทางศาสนามีหน้าที่สั่งสอนให้มนุษย์ประพฤติด?เพื่อนำมนุษย์ไปสู่เป้าหมายที่สำคัญของศาสนา อีกทั้งทำให้มนุษย์ได้พบกับสัจธรรมในชีวิต ซึ่งเมื่อพิจารณาตามนัยยะนี้แล้วจะเห็นว่า คำสอนทางศาสนานั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติตาม เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดของศาสนาที่แต่ละปัจเจกบุคลนับถืออยู?

?หลักคำสอนของทุกศาสนาจะมีลักษณะเป็นเรื่องราวของความเชื่อมากกว่าเหตุผล

เนื่องจากหลักคำสอนของแต่ละศาสนามุ่งสร้างความเชื่?ความศรัทธาในคำสอนของศาสนานั้??ให้เกิดขึ้นแก่มนุษย์ อีกทั้งการยอมรับศาสนาของมนุษย์เกิดจากความเชื่อทางศาสนา ที?(บางศาสนา) สามารถยอมรับศาสนานั้??ได้โดยไม่สนใจความถูกต้องในเชิงเหตุผล หรือบทพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร?

?ศาสนาทุกศาสนาเน้นเรื่องของระดับจิตใจมากกว่าเรื่องทางวัตถ?

โดยเรื่องที่ให้ความรู้สึกทางอารมณ์ หรือจิตใจนั้นจะถูกแสดงออกโดยผ่านพิธีกรรมทางศาสนา ความเชื่อทางศาสน?และการแสดงออกผ่านทางการกระทำ เป็นต้นว่า ผู้ที่เคร่งศาสนามักจะมีความมั่นคงทางจิตใจสูง เพราะเขามีความเชื่อและศรัทธาในสิ่งที่เขาเชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้น ทำให้จิตใจสง?เป็นตั?

จากลักษณะทั่วไปที่ศาสนาต่า??มีอยู่ร่วมกั?ทำให้สรุปความหมายของคำว่?“ศาสนา?ได้ว่า “ศาสนาหมายถึ?หลักคำสอนที่เป็นแบบแผนของความเชื่อ ความมั่นคงทางจิตใจ และเป็นแบบแผนพฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อนำมนุษย์ไปสู่เป้าหมายที่ดีงามในชีวิต”

***

มูลเหตุที่ทำให้เกิดศาสนา

การถือกำเนิดของศาสนาในระยะเริ่มแรกนั้น เกิดจากความไม่รู้ของมนุษย์ที่มีต่อปรากฏการณ์ ธรรมชาติ กล่าวคือ มนุษย์ได้ประสบกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และปรากฎการณ์ต่า??ที่เกิดขึ้?กับชีวิต เช่น ความมื?ความสว่า?น้ำท่ว?พายุ ฝนตก ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว ไฟป่?น้ำท่ว?กลางวั?กลางคื?การเกิ?การตาย เป็นต้?อีกทั้งขอบเขตของความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและปรากฏการณ์ต่า??ที่มีจำกัด ทำให้มนุษย์ในสมัยดึกดำบรรพ์ไม่อธิบายสาเหตุที่แท้จริงอันอยู่เบื้องหลังของภัยธรรมชาติเหล่านั้นได?ดังนั้?มนุษย์จึงมองว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็?สิ่งน่าหวาดกลั?ทรงอานุภาพ ลึกลับ และมหัศจรรย์

จากความไม่เข้าใจในธรรมชาติ และความกลั?ทำให้มนุษย์เชื่อว่ามีบางสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ (เช่น เทพเจ้?ภูตผ?วิญญาณ) เป็นผู้ดลบันดาลให้ปรากฏการณ์ธรรมชาติเกิดขึ้น ดังนั้?มนุษย์จึงแสวงห?วิธีการที่จะคุ้มครองให้ต?อยู่อย่างเป็นสุข โดยสร้างวัฒนธรรม หรือจัดพิธีบูชาและเซ่นสรวงเทพเจ้าขึ้?โดยพิธีกรรมเหล่านั้นได้แก่ การบูชายัญ การสวดวิงวอน สวดสรรเสริ?เป็นต้?เพื่อเป็นการแสดง ความเคารพนับถื?และเอาใจเทพเจ้?

จะเห็นได้ว่า การที่มนุษย์ยอมรับสิ่งเหนือธรรมชาต?หรือเทพเจ้?ก็เพราะมนุษย์ต้องการความอบอุ่นใจ หรือต้องการหาที่พึ่ง ซึ่งการมีที่พึ่งทำให้มนุษย์ไม่รู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ย?หรือเมื่อต้องการพ้นภัยก็จะ อ้อนวอนร้องขอจากเทพเจ้?หรือหากเทพเจ้าพึงพอใจกับพิธีบูชาแล้วก็ย่อมจะอำนวยสภาพแวดล้อม ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ แต่ในทางตรงกันข้าม หากเทพเจ้าไม่พอใจก็อาจดลบันดาลให้เกิดภัยพิบัติ ให้แก่มนุษย์ได้เช่นกัน

จากความเชื่อของกลุ่มคน ขนบธรรมเนียมประเพณีและพิธีกรรม ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อต่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ จึงค่อ??วิวัฒนาการเรื่อยมา จนกระทั่งกลายเป็นลัทธิ และศาสนาต่าง ?

มีผู้เสนอว่า ศรัทธา หรือความเชื่อนับเป็นจุดเริ่มต้นทางศาสนาทั้งปวง ซึ่งศรัทธาในทางศาสนานั้นมีอยู่ ?ประเภท ได้แก่ ศรัทธาอันเป็นญาณสัมปยุ?คื?ความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญ?รู้เหต?รู้ผ?และศรัทธาอันเป็นญาณวิปปยุต คื?ความเชื่ออันเกิดจากความไม่รู้เหตุรู้ผล

หากจะแยกให้เห็นมูลเหตุของศาสนาตามวิวัฒนาการทางความคิดของมนุษย์ ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันสามารถแยกได้ดังนี?(เสฐียร พันธรังส? ๒๕๑๓:๑๘)

? เกิดจากอวิชช?: อวิชชา คื?ความไม่รู้ ในที่นี้ได้แก่ความไม่รู้เหตุรู้ผ?เริ่มแต่ความไม่รู้เหตุผลทางภูมิศาสตร?ทางดาราศาสตร?ไม่รู้ชีววิทยา และไม่รู้จักธรรมชาติอื่น ?ที่อยู่รอบตัวเรา เมื่อมีความไม่รู้เหตุผลก็เกิดความกลัวในพลังทางธรรมชาติ ต้องการความช่วยเหลือจากธรรมชาต?ซึ่งเป็นสิ่งมีอำนาจเหนือตน จึงมีการส้รางขนบธรรมเนียมประเพณี เพื่อบูชาเอาใจสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้?เพื่อที่จะสามารถช่วยให้มนุษย์มีความอยู่รอดไม่มีภัยต่??ไป

? เกิดจากความกลั?: มนุษย์จะอยู่ในโลกได้ต้องมีหน้าที?คื?การต่อสู้กับธรรมชาติ และสู้สัตว์ร้ายนานาชนิ?และโดยเฉพาะกับมนุษย์ด้วยกันเอง ยามใดที่เราสามารถเอาชนะธรรมชาติหรือคนได้ ความเกรงกลัวธรรมชาติ สัตว์ร้า?หรือมนุษย์ย่อมไม่ม?แต่ถ้าไม่สามารถต่อสู้ได้ มนุษย์จะเกิดความกลวต่อสิ่งเหล่านั้?และในยามนั้นเอ?ที่มนุษย์ต้องพากันกราบไหว้บูชา และแสดงความจงรักภักด?ทำพิธีสังเวยเซ่นไหว้ต่อธรรมชาติดังกล่า?ด้วยความหวังหรืออ้อนวอนขอให้สำเร็จตามความปรารถนาอันเป็นผลตอบแทนขึ้นมาเป็นความสุข ความปลอดภั?และอยู่ได้ในโล?

? เกิดจากความจงรักภักด?: ความจงรักภักดีเป็นศรัทธาครั้งแรกที่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยยอมเชื่อว่?เป็นกำลังก่อให้เกิดความสำเร็จได้ทุกเมื่อ ในกลุ่มศาสนาที่นับถือพระเจ้า (ศาสนายิว ศาสนาคริสต?ศาสนาอิสลา? มุ่งเอาความภักดีต่อพระเจ้าเป็นหลักใหญ่ในศาสน?ในกลุ่มชาวอารยันมีสาสนาพราหมณ์ (ฮินด? มีคำสอนถึงภักติมรร?คื?ทางแห่งความภักดี อันจะยังบุคคลให้ถึงโมกษะ คือหลุดพ้นได?แม้ในทางพระพุทธศาสนาก็ยอมรับว่าศรัทธ?หรือความเชื่?ความเลื่อมใสเท่านั้นที่จะพาข้ามโอฆสงสารได้ เมื่อเป็นดังนี้แสดงว่ามนุษย์ยอมตนให้อยู่ใต้อำนาจของธรรมชาติเหนือตน อันเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเองซึ่งเรียกว่าเทพเจ้?หรือพระเจ้?อย่างไรก็ตาม ผลที่เกิดตามมาคือมนุษย์ยอมให้เครื่องเซ่สังเวยแก่ธรรมชาตินั้น ?ด้วย ลักษณะนี้จึงเท่ากับมนุษย์เสียความเป็นใหญ่ในต?ยอมอยู่ใต้อำนาจของสิ่งที่ตนคิดว่ามีอำนาจเหนือต?

? เกิดจากปัญญา : ศรัทธาอันเกิดจากปัญยาคือมูลเหตุให้เกิดศาสนาอีกทางหนึ่ง แต่ศาสนาประเภทนี้มักเป็นฝ่ายอเทวนิยม คือไม่สอนเรื่องเทพเจ้าสร้างโลก ไม่ถือเทพเจ้าเป็นศูนย์กลางแห่งศาสน?หากแต่ถือความรู้ประจักษ์จริงเป็สำคัญ เช่น พระพุทธศาสนา ความเน้นหนักของพระพุทธศาสน?คื?ญา?หรือปัญยาชั้นสูงสุดที่ทำให้รู้แจ้งประจักษ์ความจริง และหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปว?

? เกิดจากอิทธิพลของบุคคลสำคั?: ศาสนาหรือลัทธิที่เกิดจากความสำคัญของบุคคลเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทุกแห่งหน ที่มีเรื่องราว หรือความสำคัญของบุคคลที่อยู่ ?ที่นั้?ความสำคัญของบุคคลที่เป็นเหตุเริ่มต้นของศาสนา หรือลัทธ?โดยมากมักมีเหตุเริ่มต้นโดยความบริสุทธิ์จากจิตใจของมนุษย์ ไม่มีใครบังคับ ไม่มีใครวางหลั?อีกทั้งเมื่อใครนับถือความสำคัญของบุคคลผู้ใดก็จะพากันกราบไหว้ และเคารพบูชา

? เกิดจากลัทธิการเมือง : ลัทธิการเมืองอันเป็นมูลเหตุของศาสนาเป็นเรื่องสมัยใหม?อันสืบเนื่องจากการที่ลัทธิการเมืองเฟื่องฟูขึ้นมา และลัทธิการเมืองนั้นได้เข้าไปมีอิทธิพลต่อคนลางกลุ่?เป็นต้นว่า กลุ่มคนยากจน ซึ่งคนเหล่านั้นก็ได้ละทิ้งศาสนาเดิมที่ตนเองนับถืออยู?แลวหันมานับถือลัทธิการเมืองดังกล่าวเป็นศาสนาประจำสังคม หรือชาตินิยมลัทธิการเมือ?เป็นต้นว่า ลัทธินาซ?ลัทธิฟาสซิสม?และลัทธิคอมมิวนิสต?

***

องค์ประกอบของศาสนา

การพิจารณาว่าสิ่งใดจัดเป็นศาสนาหรือไม่นั้น โดยปกติจะพิจารณาจากองค์ประกอบของศาสน?กล่าวคือ ระบบความเชื่อถือ หรือหลักคำสอนใดก็ตามที่มีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ ก็นับได้ว่าเป็นศาสนา

? ศาสด? คื?ผู้ก่อตั้งศาสน?ผู้คิดค้?หรือริเริ่?แล้วนำสัจธรรมที่ได้ค้นพบคำสอนไปเผยแผ?แก่บุคคลอื่น ซึ่งศาสดาของแต่ละศาสนาจะมีคุณลักษระที่แตกต่างกันออกไปตามประเภทของศาสนา โดยทั่วไปแบ่งออกได้เป็??ประเภท คื?

ประเภทที??ศาสดาของศาสนาเทวนิยม หมายถึ?องค์อวตา?หรือศาสนฑูตของพระเจ้?ทั้งนี้เพราะพระเจ้ามีพระประสงค์ที่จะช่วยให้มนุษย์พ้นรอดจากบา?หรือความทรมา?จึงได้ แสดงพระองค?ให้ปรากฏแก่มนุษย์ในลักษณะต่า??ดังนี้

??ในฐานะเทพอวตาร (Divine Incarnation) โดยแปลงกายจากพระเจ้าในสวรรค์ ลงมาในร่างของมนุษย?เมื่อทำหน้าที่ของตนเสร็จแล้วจึงกลับสู่สวรรค์ดังเดิ?เช่น เทพอวตาร ในศาสนาฮินดูที่เรียกว่านารายณ์อวตา?หรือพระเยซูในศาสนาคริสต์ ซึ่งชาวคริสต์เชื่อว่าพระเยซูเป็นทั้งพระศาสดา และพระเจ้าที่เป็นมนุษย?

??ในฐานะนักพรตหรือฤาษี (Seers) ซึ่งบำเพ็ญตบะอย่างแรงกล้?จนสามารถได้เห็?ได้ยินเสียงทิพย์ สามารถติดต่อสื่อสา?และจดจำคำของเทพเจ้าได้ แล้วจึงนำมาจารึกเป็น ลายลักษณ์อักษร จนกลายเป็นคัมภีร์ทางศาสนาขึ้?เช่น คัมภีร์พระเว?ในศาสนาพราหมณ์

??ในฐานะผู้พยากรณ์ (Prophets) คือศาสดาพยากรณ?หรือศาสนทู?ซึ่งเป็น ผู้ประกาศข่าวด?หรือวจนะของพระเจ้า และสามารถทำนายเหตุการณ์ต่า??ที่จะเกิดกับมนุษย์ เช่น ศาสนายิวเชื่อเรื่องพระผู้มาโปร?(Messiah) เช่นโมเส?ซึ่งต่อมาทำให้เกิดศาสนาคริสต์และอิสลามขึ้น อย่างไรก็ตาม ศาสดาพยากรณ์ไม่ใช่ผู้ตั้งศาสนาขึ้นใหม่ แต่เป็นผู้นำเทวโองกา?มาประกาศให้คนทั่วไปปฏิบัติตา?สำหรับศาสนาคริสต์ถือว่าศาสดาพยากรณ์ทุกองค์ในศาสนายิวคือผู้มาเตรียมทางไว้สำหรับพระเยซูคริสต?หรือในศาสนาอิสลามยอมรับว่ามีศาสดาพยากรณ์ มาแล้วหลายท่าน เช่น โมเสสในศาสนายิ?พระเยซูในศาสนาคริสต์ แต่ถือว่าท่านนะบีมุฮัมมั?เป็นศาสดาพยากรณ์องค์สุดท้า?

ประเภทที??ศาสดาของศาสนาอเทวนิย?ซึ่งศาสดาคือมนุษย์ผู้ค้นพบหลักสัจธรรมด้วยตนเอง หรือรวบรวมหลักธรรมคำสอ?แล้วนำมาประกาศเผยแผ่แก่ผู้อื่น และตั้งศาสนาของตนขึ้?ศาสดาของศาสนาอเทวนิยมแบ่งเป็??ประเภท คื?

??พระสัมมาสัมพุทธเจ้?คื?ท่านผู้ตรัสรู้เองโดยชอ?

??ศาสดามหาพร?คื?ศาสดาในศาสนาเช?เรียกอีกอย่างว่า ตีรถังกร มีอยู่ ๒๔ องค์ ซึ่งองค์สุดท้ายนามว่?มหาวีร?ซึ่งเน้นการบำเพ็ญพรตแบบทรมานตนด้วยหลักอหิงสาอย่างยิ่งยวด ปฏิเสธเทวนิย?แบบพราหมณ์ ยืนยันชะตากรรมลิขิ?

??ศาสดานักปราชญ์ คื?ศาสดาที่ไม่ได้ออกบวช แต่ดำเนินชีวิตอยู่อย่างคนทั่วไปเรือน มีความสนใจในศาสน?และเข้าใจการปฏิบัติทางศาสนาอย่างแตกฉาน ตลอดจนรวบรวมระบบ จริยธรรมแล้วก่อตั้งศาสนาขึ้น เช่น ท่านขงจื้อ เป็นศาสดาของศาสนาขงจื๊?หรือท่านเหล่าจื๊?เป็นศาสดาของศาสนาเต๋?

? ศาสนธรรม คื?หลักคำสอนอันเป็นผลงานของศาสด?และของพระสาว?โดยศาสนธรร?จะถูกท่องจ?หรือจดจารึกเป็นลายลักษณ์อักษ?เรียกว่า "คัมภีร์ทางศาสน? สำหรับพระคัมภีร์ของศาสนาแบบเทวนิยม นอกจาก จะเป็นที่รองรับพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ยังเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ของมนุษย์ และตำนานของพระเจ้า เช่น พระคัมภีร์ไบเบิลภาคแรก ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของมนุษย?เริ่มตั้งแต่พระเจ้าสร้างโล?สร้างมนุษย?และสร้างสรรพสิ่งต่าง ?หรือคัมภีร์พระเวทของศาสนาพราหมณ์ ก็ถือว่า เป็นวรรณกรรมที่สืบต่อกันมา เป็นเวลาหลายพันป?ส่วนคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาที่เรียกว่?"พระไตรปิฎก" นั้น การจารึกพระพุทธวจนะที่ว่าด้วยสัจธรรม เช่น คำสอนเรื่องอริยสัจ ไตรลักษณ?ปฎิจจสมุปบาท เป็นต้?

คัมภีร์ในศาสนาต่าง ?มีชื่อเรียกดังนี?คัมภีร์ในศาสนาพราหมณ?ฮินด?เรีย?พระเวท หรือไตรเพท, คัมภีร์ในศาสนาสิ?เรีย?คุรุครันถะซาฮิ? คัมภีร์ในศาสนาคริสต์ เรีย?ไบเบิล, คัมภีร์ในศาสนาอิสลาม เรีย?อัลกุรอา?

? ศาสนบุคค? คื?สาวก นักบวช หรือศาสนิกชนผู้เคารพนับถือ เชื่อฟัง และปฏิบัติตา?คำสั่งสอนของพระศาสดา ซึ่งนักบวชในศาสนาต่า??ล้วนเป็นผู้สละเหย้าเรือนหรือการครองชีวิต อย่างปุถุช?แล้วอุทิศตนให้แก่ศาสนาที่ตนนับถื?ไม่ว่าจะเป็นการสืบทอดศาสนา และเป็นผู้ประกอบ พิธีกรรมทางศาสนา สำหรับศาสนบุคคลในพระพุทธศาสน?ได้แก่ ภิกษ?ภิกษุณ?อุบาสก อุบาสิกา ในศาสนาเทวนิยม นักบวชนอกจากจะเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์แล้?ยังมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนตั้งแต่เกิดจนตา?ซึ่งนักบวชนั้นจะเป็นผู้กำหนดรูปแบบ พิธีกรรม วันเวล?รวมทั้งบุคคล และการกระทำต่อเทพเจ้?

? ศาสนพิ??คื?พิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นปฏิบัติสืบทอดกันมา หรือเป็นการแสดงออกถึงความเชื่อทางศาสนา กระนั้นก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมประเภทใด ?ก็ตา?ล้วนแต่มีสารัตถะอยู่ที่การเสริมสร้างความดีงา?และความบริสุทธิ์ของผู้ร่วมพิธีกรรมเป็นพื้นฐา?สำหรับศาสนพิธีต่าง ?ที่กระทำกันในศาสนาพุทธนั้นเกิดขึ้นอย่างมีเหตุผลและมีจุดมุ่งหมา?มิใช่เกิดจากศรัทธาที่เลื่อนลอยหรือไร้เหตุผ?ซึ่งการประกอบพิธีกรรมนั้นต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของคน เพื่อให้สังคมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ศาสนพิธีทางพระพุทธศาสน?เช่น การทำบุญตักบาต?การถวายสังฆทาน การกรา?การไหว?การเวียนเทีย?แห่เทียนพรรษ?เป็นต้?

? ศาสนสถาน เป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพระศาสดาและการเกิดขึ้นของศาสน?เช่น สังเวชนียสถา?ทั้ง ?แห่ง ของพระพุทธศาสน?ซึ่งเกี่ยวข้องกับประวัติของศาสดา ได้แก่ ลุมพินีสถานในประเทศเนปาล (สถานที่ประสูติ) พุทธคยาในแคว้นพิหา?(สถานที่ตรัสรู้) อิสิปตนมฤคทายวันสถาน เมืองพาราณาส?(สถานที่แสดงปฐมเทศน? แล?ปริพพานสถานในเมืองกุสินารา รัฐอุตรประเทศของอินเดี?

ปัจจุบัน ศาสนสถานเป็นสถานที่เพื่อใช้ประกอบพิธีกรร?หรือเป็นที่อาศัยของผู้เผยแผ่ศาสนานั้??เช่น พระพุทธศาสนามีวั?อารา?โบสถ?วิหา? ศาสนาอิสลามมีมัสยิ?ศาสนาสิขมีคุรุดวาร?เป็นต้?

***

ประเภทของศาสนา

การจัดประเภทศาสนานั้?มีวิธีการจัดแบ่งที่หลากหลา?ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่ง เป็นต้นว่า

?แบ่งประเภทของศาสนาตามระบบความเชื่อ

? ศาสนาแบบโลกิยะ (Secular Religion) คือการรวมเอาความเชื่?หรือหลักการที่เกี่ยวกับความเชื่อในโลกนี้อย่างเดียวเท่านั้น โดยปฏิเสธความมีอยู่ของชีวิตในโลกหน้า ศาสนาประเภทนี้รวมเอาหลักการของคอมมิวนิสต?ลัทธิฟาสซิสม?ลัทธิวัตินิย?สังคมนิย?รวมทั้งความประพฤติและระเบียบ กฎหมาย ประเพณีที่ยึดปฏิบัติกันอยู่ในสังคม

? ศาสนาแบบศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Religion) คือศาสนาตามประเพณีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือความลึกลับในชีวิตทั้งในโลกหน้า ศาสนาแบบนี้รวมคำสอนของศาสนาใหญ??ซึ่งเสริมให้บุคคลปฏิบัติตามกรอบที่ดีของศีลธรรม ทั้งบูชาและยกย่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีอยู่ในศาสนาคริสต์ ศาสนาพุท?ศาสนาอิสลา?และศาสนาฮินด?เป็นต้?

?แบ่งตามชื่อศาสนา

? ชื่อตามผู้ตั้งศาสน?ได้แก่ ศาสนาขงจื๊?ตั้งชื่อตามท่านขงจื๊?หรือศาสนาโซโรอัสเตอร?ตั้งชื่อตามท่านศาสดาโซโรอัสเตอร์

? ชื่อตามนามเกียรติยศของผู้ตั้งศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุท?คำว่าพุทธะ แปลว่า ท่านผู้รู้ ทั้ง ?ที่นามแท้จริงของพระพุทธเจ้าคือ สิทธัตถะ โคตม?หรือศาสนาเชน คำว่?เช?มาจากคำว่า ชินะ แปลว่าผู้ชนะ ทั้งที่ชื่อจริงของผู้ตั้งศาสนาคื?วรรธมานะ เป็นต้?

? ชื่อตามหลักคำสอนในศาสน?ได้แก่ ศาสนาเต๋?คำว่?"เต๋า" แปลว่า ทา?(The Way) หรือทิพยมรรค?(The Divine Way) ศาสนาชินโต คำว่?"ชินโ? แปลว่า ทางแห่งเทพทั้งหลาย (The Way of the Gods) เป็นต้?

?แบ่งประเภทตามการที่มีผู้นับถืออยู่หรือไม?

? ศาสนาที่ตายไปแล้?(Dead Religions) หมายถึ?ศาสนาที่เคยมีผู้รับถือในอดีต แต่ปัจจุบันไม่มีใครนับถื?หรือดำรงไว?คงไว้เพียงชื่อที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์ เช่น ศาสนาของอียิปต์โบราณ ศาสนาของเผ่าบาบิโลเนีย?ศาสนาของกรีกโบราณา เป็นต้?

? ศาสนาที่ยังมีชีวิตอยู่ (Living Religion) หมายถึ?ศาสนาที่ยังมีผู้นับถืออยู่จนถึงปัจจุบันนี้

? ศาสนาที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียตะวันออ?คื?จี?และญี่ปุ้น ได้แก่ศาสนาขงจื๊?ศาสนาเต๋?และศาสนาชินโ?

? ศาสนาที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียใ้ต?เช่น อินเดี?ปากีสถาน ได้แก่ ศาสนาพุท?ศาสนาพราหมณ์ หรือฮินด?ศาสนาเชน และศาสนาสิ?

? ศาสนาที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียตะวันตก คื?ดินแดนปาเลสไตน?เปอร์เชี?และอารเบีย ได้แก่ ศาสนายูดาย หรือยิ?ศาสนาสโซโรอัสเตอร์ ศาสนาคริส์ และศาสนาอิสลาม

?แบ่งประเภทตามความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้า

? ศาสนาที่นับถือพระเจ้?หรือ "เทวนิย? (Theism) คื?เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ที่สร้างโล?และสรรพสิ่งต่า??ซึ่งศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์แยกเป็น

? เอกเทวนิยม (Monotheism) จะนับถือพระเจ้าเพียงองค์เดีย?ได้แก่ ศาสนายิว ศาสนาคริสต?ศาสนาอิสลา?ศาสนาโซโรอัสเตอร?ศาสนาสิข และศาสนาเต๋า

? พหุเทวนิยม (Polytheism) นับถือพระเจ้าหลายองค?บางครั้งยังผสมผสานกับการบูชาธรรมชาติ ได้แก่ ศาสนาพราหมณ์-ฮินด?ศาสนาชินโต และศาสนาขงจื๊อ

? ศาสนาที่ไม่มีการนับถือพระเจ้?เรียกว่า "อเทวนิยม" (Atheism) ได้แก่ ศาสนาพุท?และศาสนาเช?

***

ความสำคัญของศาสน? ศาสนามีความสำคัญต่อสังคมมนุษย์ ได้แก่

? ศาสนาเป็นบ่อเกิดแห่งธรรมจรรย?และขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม หากบุคคลในสังคมประพฤติปฏิบัติตามหลักทางศีลธรรมที่ศาสนานั้น ?วางไว้ย่อมจะเป็นคนดี

? ศาสนาทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เพราะทุกศาสนาล้วนมุ่งหวังให้ศาสนิกชนของตนเป็นคนด?และเมื่อศาสนิกชนเป็นคนดีแล้ว คนในสังคมก็ย่อมจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุ?และปราศจาก ความเดือดร้อ?

? ศาสนาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิ?เพราะศาสนิกชนสามารถดำเนินวิถีชีวิตตามแบบอย่างของพระศาสดา หรือปฏิบัติตามหลักคำสอนทางศาสน?

? ศาสนาจะช่วยให้มนุษย์ทราบว่าสิ่งใดดีชั่?ถูกผิด ตามมาตรฐานของศาสนานั้น ?และทราบถึงผล แห่งการกระทำนั้น ?เช่น คำสอนเรื่องหลักกรรมในพระพุทธศาสนาที่ว่?ทำดีได้ด?ทำชั่วได้ชั่?เมื่อทราบแล้วคนก็จะประพฤติดี ไม่ทำความชั่?

? ศาสนาเป็นแหล่งรวมศิลปวิทยากา?และถ่ายทอดวิทยาการ เนื่องจากจะเป็นแหล่งความรู?ของศาสตร?แขนงต่าง ?และถ่ายทอดศาสตร์เหล่านั้นไปสู่มนุษย์ในสังค?ความรู้ทางการแพทย์ ศิลปกรรม สถาปัตยกรร?การช่า?การดนตรี และหัตถกรร?เป็นต้?

? ศาสนาเป็นเครื่องส่งเสริมความมั่นคงในการปกครองประเท?เช่น พระมหากษัตริย์ไท?ทรงยึดมั่นและดำเนินนโยบายในการปกครองประเทศด้วยหลักทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ

? ศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจเมื่อปุถุชนเกิดความทุกข์ร้อนใ?กล่าวคือ เมื่อคนเราเกิดความทุกข์กายและใจก็ย่อมจะหาทางออกให้กับปัญหาที่เกิดขึ้?และรูปแบบหนึ่งของการแก้ไขปัญหาคือการนำหลักธรรมทางศาสนาที่คนเคารพนับถือ มาเป็นที่พึ่งทางใจ และนำหลักธรรมมาใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญห?

***

หน้าที่พลเมืองต่อศาสนา

? ศึกษาหลักธรร?และปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสด?ตลอดจนนำหลักธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้คนในสังคม

? ศึกษาความสำคัญของศาสนาที่มีต่อสังคมไทยและประชาชนชาวไทย โดยให้เห็นคุณค่า ของศาสนาที่ต?นับถือ ตลอดจนคุณค่าของศาสนาที่คนอื่??นับถือ เพื่อนำหลักจริยธรรมในศาสนา มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเท?และทำให้สังคมมีความสงบสุ?

? ศึกษ?และเข้าร่วมประกอบศาสนพิธีตามโอกา?ซึ่งการประกอบพิธีกรรมทางศาสนานั้?ไม่ควรขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยของกฎหมายบ้านเมือง ตลอดจนไม่ขัดกับจารีตประเพณีอันดีงา?ของสังคมไทยที่สืบทอดกันม?

? เผยแผ่ศาสนาที่ตนนับถืออยู่ไปยังศาสนิกชนผู้นับถือศาสนาเดียวกั?และศาสนิกชนต่างศาสนา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับศาสนา และเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านศาสนาระหว่างกั?

? ปกป้องและรักษาศาสนาที่ตนเองนับถื?ตลอดจนสถาบันและองค์กรทางศาสนาต่า??มิให้ผู้ใดสร้างควา?เสื่อมเสียให้ได้ และหากมีผู้ใดเกิดความเข้าใจผิดในศาสนาที่เรานับถื?ก็ควรให้ความกระจ่างและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อ?

? ไม่ลบหลู่ดูหมิ่นศาสนาอื่??กล่าวคือ ไม่ดูหมิ่นหลักคำสอ?ศาสด?คัมภีร?ศาสนิกชน แล?พิธีกรรม ทางศาสนา ตลอดจนไม่ทำลายรูปเคารพ หรือโบราณสถานและโบราณวัตถุของศาสนาอื่น ?

? ส่งเสริมให้มีกิจกรรมระหว่างศาสนา และศาสนิกชนที่นับถือศาสนาอื่??ทั้งนี้เพื่อให้เกิ?ความเข้าใจอันดีระหว่างกั?และเพื่อประสานความช่วยเหลือกันในอนาค?

? ช่วยพัฒนาศาสนสถา?เนื่องจากศาสนสถานเป็นที่ประกอบพิธีกรรม และเป็นที่พำนักของ นักบวช ตลอดจนเป็นศูนย์รวมของศิลปวัฒนธรรมของศาสนาต่า??ดังนั้?ศาสนิกชนที่ดีควรช่วยกันพัฒนา ศาสนสถานของตนให้สะอาดเรียบร้อย และทำนุบำรุงส่วนที่เสียหายให้มีความมั่นคงแข็งแรงต่อไ?

***

หนังสืออ้างอิง

กรมหลวงวชิรญาณวงศ์, สมเด็จพระสังฆราชเจ้า. (๒๕๓๑). สรรนิพนธ?ว่าด้วยเรื่องค?ศาสน?และคติธรรม. กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย.

เดือ?คำดี. (๒๕๔๑). ศาสนศาสต?/strong>? โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์: กรุงเทพฯ.

ประยงค?สุวรรณบุบผ? (๒๕๓๗.). สังคมปรัชญ?แนวคิดตะวันออก-ตะวันต?/strong>. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ โอเดียนสโตร์.

พระราชวรมุนี (ประยุท?ปยุตฺโ?. (๒๕๒๙). พจนานุกรมพุทธศาสตร?/strong>. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.

________. (๒๕๓๙). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถา?/strong>. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ: บริษัท อักษรเจริญทัศน?จำกั?

สุชี?ปุญญานุภาพ. (๒๕๔๐). ศาสนาเปรียบเทียบ. (พิมพ์ครั้งที??. โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย: กรุงเทพฯ.

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 9:15 PM