http://www.duangden.com
ศาสนาในสันติภาพและความขัดแย้ง: การประชุม UNESCO ที่เมลเบิร์น
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

ในระหว่างวันที่ 12 – 14 เมษายน พ . ศ . 2548 ที่ผ่านมา มีการประชุม ยูเนสโก (UNESCO) ว่าด้วยเรื่อง “ ศาสนาในสันติภาพและความขัดแย้ง : ปฏิกิริยาต่อลัทธิหวนคืนสู่สังคมเก่าและการใช้ความรุนแรง “ (Religion in Peace and Conflict: Responding to Fundamentalism and Militancy) ที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เป็นการประชุมที่เกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิคโดยเฉพาะ โดยมีผู้แทนทั้งจากภาคการเมือง การศาสนา และนักวิชาการ จำนวนกว่า 70 คนจาก 15 ประเทศในภูมิภาคดังกล่าวเข้าร่วมประชุม

ที่ประชุมได้พิจารณา ถึง ปัญหาทั้งในระดับแนวความคิดและระดับกรณีศึกษา ในส่วนของแนวความคิดนั้นครอบคลุมถึงประเด็นต่างๆ เช่น “ รัฐสมัยใหม่กับความรุนแรงทางศาสนา ” “ ความรุนแรงในนามของพระเจ้า ” “ ความรุนแรงและสิทธิมนุษยชน ” “ ลัทธิฟื้นฟูศาสนากับความรุนแรง ” “ การก่อการร้ายในนามศาสนาและการแก้ปัญหาในเชิงยุทธศาสตร์ ” “ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนา ” “ การจัดการความหลากหลายทางศาสนา ” “ การส่งเสริมความกลมเกลียวในสังคมแห่งความหลากหลายทางศาสนา ” “ ผู้หญิงในฐานะผู้นำสันติภาพ ” และ “ การศึกษาเพื่อการมีคุณค่าร่วมกันและความเข้าใจระหว่างศาสนา ” เป็นต้น

ในส่วนของกรณีศึกษาที่เฉพาะเจาะจงนั้นครอบคลุมประเด็นต่างๆ เช่น “ การสร้างสันติภาพในเกาะมินดาเนา ฟิลิปปินส์ ” “ การสร้างสันติภาพและความเชื่อมั่นในโมลัคคัส (Moluccas) อินโดนีเซีย ” “ การสร้างสันติภาพในกัมพูชากับความร่วมมือระหว่างศาสนา ” “ ความร่วมมือระหว่างรัฐกับศาสนาในปาปัวนิวกินี ” “ การสร้างสันติภาพทางศาสนาในหมู่เกาะโซโลมอน ” “ บทบาทของศาสนากับการสร้างความเชื่อมั่นในหมู่เกาะฟีจิ ” และ “ ศาสนากับสันติภาพในภาคใต้ของประเทศไทย ” เป็นต้น

มีข้อมูลที่น่าสนใจจากที่ประชุม กล่าวคือ นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา ความขัดแย้งส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมักเป็นความขัดแย้งภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติหรือศาสนาที่แตกต่างกัน โดยมีประชาชนกว่า 5 ล้านคนต้องสังเวยชีวิตในความขัดแย้งนั้น นอกจากนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจจากธนาคารโลกที่กล่าวถึงความขัดแย้งดังกล่าว เช่น

1. ประเทศที่ต้องพึ่งพารายได้ประชาชาติ (GDP) จากการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดความขัดแย้งในหมู่พลเมืองภายในประเทศ (civil conflict) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรายได้ประชาชาติ ลด ต่ำลง

2.  ประเทศที่มีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่กว้างใหญ่และควบคุมได้ยาก ( เช่น ประเทศคองโก ในอัฟริกา ) มีแนวโน้มที่จะเกิดความขัดแย้งภายในมากกว่าประเทศที่มีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เล็กและควบคุมได้ง่าย ( เช่น ประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น )

3.  การศึกษาที่เน้นปลุกศรัทธาในศาสนา (Sectarian Education) มีส่วนในการนำไปสู่ความขัดแย้ง เพราะศาสนามีพลังในการปลุกจิตใจของผู้คนที่นับถือให้ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ศาสนาชี้นำ การศึกษาจึงควรต้องจัดให้สมดุล

4.  การให้ความช่วยเหลือทางการเงินในด้านสังคมสงเคราะห์นั้น ถ้าให้อย่างเฉพาะเจาะจงกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เพียงอย่างเดียวหรือเป็นส่วนใหญ่แล้ว อาจ นำไปสู่ความขัดแย้งในประเทศหรือสังคมนั้นๆได้

นอกจากนี้ที่ประชุมได้ออกแถลงการณ์ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

“ เรา ในฐานะตัวแทนของความเชื่อและความปรารถนาดี จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิค ที่ได้ประชุมกัน ณ เมืองเมลเบิร์น ระหว่างวันที่ 12 – 14 เมษายน ค . ศ . 2005 เพื่อพิจารณาบทบาทของ “ ศาสนาในสันติภาพและความขัดแย้ง ” นั้น

•  รับรู้ว่า การใช้ความรุนแรงและลัทธินิยมความสุดโต่ง (Extremism) ที่ตั้งอยู่บนฐานทางศาสนานั้นเป็นภัยต่อชีวิตของผู้คนเป็นอันมาก

•  ตระหนักถึง ความขัดแย้งและความรุนแรงที่ได้ทำลายชีวิตของผู้คนและชุมชน และบ่อนทำลายความก้าวหน้าในประเทศและในภูมิภาคของเรา

•  ตระหนักว่า ความทุกข์ยากและความขัดแย้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ ไม่สามารถจะแก้ไขได้ด้วยการละเมิดสิทธิของปัจเจกบุคคลและสิทธิของชุมชน

•  ปรารถนา ที่จะเห็นการเยียวยาความเจ็บปวดและการแบ่งแยก ที่เกิดจากการขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรง

•  ถูกบังคับด้วยจิตสำนึกและประเพณีทางศาสนาของเรา ในการ ที่จะทำงานเพื่อสันติภาพและใช้ชีวิตของเราร่วมกันโดยการเคารพซึ่งกันและกัน

•  ยอมรับ ความสำคัญของบทบาทของบุคคลและชุมชนในศาสนา ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และ ใน การสร้างสันติภาพ

•  รับรู้ถึง การทำงาน บทบาท และความสำคัญ ขององค์การสตรีทางศาสนา ในการสร้างสันติภาพ

•  และโดยแรงบันดาลใจ จากความจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมคุณค่าของชีวิตมนุษย์ ว่าศักดิ์สิทธิ์และสูงส่ง

•  ขอประกาศว่า เราปฏิเสธลัทธิก่อการร้าย และความรุนแรงทั้งทางตรงและเชิงโครงสร้าง ที่กระทำต่อพลเรือน และขอเรียกร้องให้ชุมชนและผู้นำทางศาสนา ให้ตั้งมั่นที่จะเคารพและเปิดกว้างในความหลากหลายและศักดิ์ศรีของประชาชนทุกคน

ด้วยเหตุดังกล่าว

•  เราขอเรียกร้อง ผู้ที่ใช้ประโยชน์จากความเชื่อหรือประเพณีทางศาสนาในการส่งเสริมความรุนแรง ให้เคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสู้รบ สตรี และเด็ก

•  เราขอเรียกร้องให้รัฐบาล ทำงานร่วมกับชุมชนทางศาสนา เพื่อยุติความรุนแรง ส่งเสริมความสมานฉันท์ทางสังคม และพัฒนาสังคมที่เท่าเทียมและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย

และเรามุ่งมั่นที่จะ

•  ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ในประชาชนทุกหมู่เหล่า และในระหว่างประเพณีทางความเชื่อที่หลากหลาย

•  ยอมรับความแตกต่าง และสนับสนุนการเคารพในความหลากหลาย และสิทธิในการปฏิบัติตามประเพณี โดยสอดคล้องกับสิทธิมนุษยชนและกฎหมาย

•  รับผิดชอบที่จะทำงานร่วมกัน ในการแก้ไขปัจจัยทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ซึ่งนำไปสู่ความรุนแรง และส่งเสริมความเกลียดชังและการแบ่งแยก

•  ปฏิเสธและขอตำหนิ การใช้ศาสนาและความเชื่อในทางที่ผิด ในการส่งเสริมความรุนแรงและการแบ่งแยก

และเราขอปฏิญาณว่า จะใช้ทรัพยากรทั้งทางประเพณีความเชื่อและทางชุมชน เพื่อนำสันติภาพและความมั่นคงปลอดภัยมาสู่ภูมิภาคของเรา ”.

***

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน. ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ปีที่ ๒๘ ฉบับที่ ๙๙๐๖. คอลัมน์หน้าต่างความจริง, หน้า ๖.

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Tuesday 3 October, 2006 9:17 PM